จ้าวจี้มองต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาทึ่งๆ กล่าวถามออกมาด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
ต้องเผชิญหน้ากับจ้าวจี้ กระทั่งหวางเฟยเซวียนที่ดุร้ายยังต้องยำเกรง
แม้ภูมิหลังนางจะดี แต่ไม่อาจเทียบอะไรกับจ้าวจี้ได้เลย
ไม่ต้องกล่าวอะไรให้มากความ อาศัยปู่ของจ้าวจี้คนเดียว หากเกิดความไม่พอใจอะไรเข้า ด้วยพลังฝึกปรือของอีกฝ่ายสามารถล้างคฤหาสน์ดาบทรราชของนางได้ในชั่วข้ามคืน…
เผชิญกับคำถามห้วนๆนี้ของจ้าวจี้ ต้วนหลิงเทียนคร้านจะตอบคำอะไร หลังเหลือบมองสำรวจพลังฝึกปรือมันเสร็จ เขาก็ละสายตาออกไปชมดูรุ่นเยาว์คนอื่นๆ ไม่คิดจะสนใจอะไรมันอีก
“บังอาจ!”
ในขณะที่จ้าวจี้หน้าจมลง ศิษย์ที่ติดตามมาด้านหลังของมันคนหนึ่งพลันกล่าวออกเสียงดังด้วยน้ำเสียงเข้มดุ “หลิงเทียน เจ้าไม่ได้ยินที่นายน้อยจี้กล่าวถามหรือไร?”
“โฮ่? เดี๋ยวนี้สุนัขกล้าเห่าต่อหน้าเจ้าของตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ต้วนหลิงเทียนหันไปเหลือบมองศิษย์ที่กล่าวด้วยสายตาเฉยเมย มุมปากปรากฏยิ้มแสยะฉีกขึ้น พาลให้สีหน้าของศิษย์ผู้นั้นมืดดำลงทันใด หากแต่มันก็จนปัญญาจะทำอะไรได้เพราะมันรู้ดีว่าไม่ใช่คู่มือต้วนหลิงเทียนเลย
“หลิงเทียน เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?”
จ้าวจี้เหลือบมองจ้องต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาเย็นๆ กล่าวออกเสียงเข้มไม่ขาดการข่มขู่ “เจ้าคิดว่าเพียงมีพรสวรรค์สูงส่งยากที่ใครจะเทียบได้ จนบรรลุเซียนขัดเกลาขั้นสูงสุดแล้วเจ้าจะยิ่งใหญ่เหนือใครในตำหนักฟ้าลี้ลับงั้นเหรอ?”