เพราะพวกมันต้องให้อัจฉริยะที่เข้าไปในแดนลับเซียนผู้นั้น พบพานกระทั่งสืบทอดมรดกเวทย์พลังด้านในแดนลับเซียนออกมา และยังต้องรอให้อัจฉริยะผู้นั้นบรรลุขอบเขตเซียนมนุษย์ กระทั่งยังต้องมาลุ้นว่าอัจฉริยะที่บรรลุเซียนมนุษย์แล้ว จะเพาะสร้างต้นแบบเวทย์พลังที่สืบทอดมาได้หรือไม่…ต้องอย่าลืมว่ากว่าจะบรรลุเซียนมนุษย์ กาลเวลาก็ผ่านไปเนิ่นนานแล้ว เผลอๆบางคนอาจจะลืมเลือนไปก็มี ความเข้าใจขาดหายไปก็มี…!
ด้วยเหตุนี้จึงมีอัจฉริยะเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นในขุมพลังกึ่งชั้น 3 ที่สามารถถ่ายทอดเวทย์พลังที่ได้รับมาได้จริงๆ
“เมื่อเทียบกับเวทย์พลังแล้ว สิ่งอื่นด้านในล้วนไร้สำคัญกับข้า!”
หวางเฟยเซวียนมองต้วนหลิงเทียนเขม็ง กล่าวออก
“เข้าเรื่องเถอะ”
ต้วนหลิงเทียนขมวดคิ้วพูด
หวางเฟยเซวียนมาหาเขาเพราะแดนลับเซียนแบบนี้ สมควรมีเรื่องบางอย่างที่ต้องพึ่งเขาแน่นอน
“ข้าอยากร่วมมือกับเจ้า”
เมื่อเห็นว่าต้วนหลิงเทียนเข้าประเด็น หวางเฟยเซวียนก็กล่าวตอบออกมาตรงๆทันที
“ร่วมมืองั้นเหรอ? ร่วมมือยังไง?”
ต้วนหลิงเทียนเอ่ยถาม
อันที่จริงเรื่องราวทั้งสถานการณ์ในแดนลับเซียนเป็นยังไงต้วนหลิงเทียนไม่เคยรู้มาก่อนเลย
เห็นได้ชัดว่าหวางเฟยเซวียนผู้นี้สมควรเข้าใจสถานการณ์ในแดนลับเซียนระดับหนึ่ง
เช่นนั้นเขาเลยถามนางออกมาตรงๆ ว่าคำ ‘ร่วมมือ’ ที่นางว่ามันหมายถึงอะไร
“ที่แออัดมากผู้คน…ยากหลีกพ้นการต่อสู้ แดนลับเซียนก็เช่นกัน”