หวางเฟยเซวียนคล้ายจะดูออกว่าต้วนหลิงเทียนไม่รู้สถานการณ์ในแดนลับเซียน นางจึงเล่าสถานการณ์ที่จะพบเจอในแดนลับเซียนให้ต้วนหลิงเทียนฟังบางส่วน “มรดกเวทย์พลังนั้นสามารถรับสืบทอดได้แค่คนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้หากบังเอิญพบเจอสถานที่ตั้งมรดกพร้อมผู้อื่น ก็จำต้องต่อสู้ช่วงชิง…เพราะมีเพียงผู้ชนะคนสุดท้ายเท่านั้น จึงจะได้เข้าสู่สถานที่รับสืบทอดมรดกจนมีโอกาสเข้าใจเวทย์พลัง”
“แน่นอนว่าคำเข้าใจเวทย์พลังอาจกล่าวเกินจริงไปหน่อย…เพราะหากยังไม่บรรลุด่านพลังเซียนมนุษย์ย่อมเป็นไปมิได้เลยที่จะเข้าใจเวทย์พลังอย่างถ่องแท้ กล่าวให้ชัดพวกเราเพียงเข้าไปจดจำทุกสิ่งเกี่ยวกับเวทย์พลังนั่นออกมาให้ได้มากที่สุด”
“นอกจากนี้แม้พวกเราจะจดจำเวทย์พลังออกมาได้ แต่ยากที่จะถ่ายทอดให้ผู้อื่น! เพราะต่อให้กล่าวบอกออกไปทั้งหมดก็ประหนึ่งเปลือกว่างเปล่าไร้วิญญาณ เป็นไปมิได้ที่พวกเราจะถ่ายทอดเวทย์พลังจากมรดกที่รับรู้มาให้ใครได้หากพวกเรายังไม่อาจใช้งานมันได้จริงๆ”
หวางเฟยเซวียนกล่าว
ต้วนหลิงเทียนก็เข้าใจในสิ่งที่หวางเฟยเซวียนกล่าวบอกชัดเจน
หาไม่แล้วขุมพลังกึ่งชั้น 3 คงไม่ลำบากเฟ้นหาอัจฉริยะมากมายที่บรรลุเซียนก่อนอายุ 40 ปี เพราะหากแค่จดจำเนื้อความมาแล้วใช้เวทย์พลังได้ เพียงพวกมันส่งคนเข้าไปโดยเอาจำนวนเข้าว่าก็จบ ทว่าเวทย์พลังนั้นมันถ่ายทอดมาในรูปแบบสำนึกสติ ถึงได้รับมาแต่ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่อาจเพาะสร้างมันได้