เหลือเกิน เป็นพ่อคนแล้วแต่ปล่อยลูกร้องอยู่นานยังไม่รู้ว่าเขาร้องไห้เพราะอะไร”
“เขาร้องไห้ทำไม ข้าก็ไม่รู้จึงไม่รู้จะกล่อมเขาอย่างไร”
“เพราะหิวไงเล่า”
จูเอ้อร์ตะลึงงัน “จะเป็นไปได้อย่างไร ก่อนนอนเขาก็กินไปแล้ว…”
“แล้วกินไปนานเท่าไหร่แล้ว เจ้ากินโจ๊กจาง ๆ ยังไม่อยู่ท้อง คิดว่าเด็กกินนมที่เหลวอย่างกับน้ำทุกวันจะไม่หิวหรือ?” จูเหล่าโถววางชามลงบนโต๊ะ ก่อนหยิบถ้วยเล็กออกมาตักแยกให้เย็นลงพลางเอ่ยว่า “ตอนเจ้ายังเล็กก็เป็นเช่นนี้ ตอนมีเจ้าและพี่ใหญ่ของเจ้า แม่เจ้าก็ยังมีน้ำนม พอมาถึงเจ้าเจ็ดกับปาเม่ย แม่เจ้าก็แก่ตัวลงแล้ว ความเป็นอยู่ที่บ้านก็ไม่ดีนัก จะมีนมให้กินมากนักได้อย่างไร ไม่มีทางอื่นนอกจากต้มน้ำข้าวให้กิน จะต้มน้ำข้าวก็ต้องใช้ข้าว ตอนนั้นครอบครัวเรายากจนแค่ไหน แม้แต่ข้าวยังแทบไม่มีปัญญาซื้อ…”
ระหว่างพร่ำบอกก็คนให้น้ำข้าวคลายร้อน ก่อนเดินไปหาจูเอ้อร์ที่กล่อมอู๋เป่าอยู่และป้อนใส่ปากหลานชาย
“โอ๋ ๆ อู๋เป่าหิวใช่ไหม ไม่ร้องนะ ๆ ข้าวมาแล้ว โอ๋ ๆ”
จูเหล่าโถวปาดช้อนกับขอบถ้วยจนเกิดเสียงเสียดสี
“มาเร็ว อู๋เป่า อ้าปากเร็วเข้า”
เด็กเล็กย่อมฟังไม่เข้าใจ แต่จูเหล่าโถวมีประสบการณ์จึงตักคำแรกไม่มากและนำไปแตะที่ริมฝีปากอู๋เป่า
ครั้นช้อนแตะถึงปาก เจ้าตัวน้อยก็เผยอปากเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ
เขาฉวยโอกาสรีบดันช้อนเข้าไปครึ่งหนึ่ง
อู๋เป่าที่หิวโซหยุดร้องในทันใดเมื่อได้กินบางอย่าง
คล้ายรสชาติที่ได้ลิ้มลองจ