เมื่อเห็นว่าหานเฉวี่ยไน่ไม่สนใจ สีหน้าหานซิ่นยิ่งมืดลง “อย่าได้คิดว่าเจ้าจะถ่วงเวลาอันใดให้คนมาช่วยเหลือได้ทัน…ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ ไม่ว่าจะบิดาของเจ้า หรืออามู่ของเจ้า พวกมันล้วนกำลังหารือกับคนของข้าเรื่องที่นายน้อยคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องไม่ส่งคนมารับตัวเจ้า…”
“เช่นนั้นเร็วๆนี้คงยากจะมีใครมาช่วยเจ้าได้!”
ยิ่งมาวาจาของหานซิ่นยิ่งคล้ายจะเย็นลงทุกขณะ ยังเสมือนผุดซึมขึ้นมาจากหล่มน้ำแข็ง พาลให้ผู้ที่ได้ยินหนาวใจนัก
“ฮึก..ชิงหนู…”
เมื่อเห็นร่างชิงหนูที่แน่นิ่งไปไร้ความเคลื่อนไหว แววตาของหานเฉวี่ยไน่ก็เริ่มกลายเป็นเลื่อนลอย
ก่อนที่นางจะทันรู้ตัว ภาพอาจารย์ของนางพลันแง่บขึ้นมาในหัว “เฉวี่ยไน่ผู้บ่มเพาะพำเพ็ญพลังด้วยเคล็ด ธุลีแดง อย่างพวกเรา จำต้องใช้อารมณ์ทางโลกมาเคี่ยวกรำขัดเกลาจิตใจ ต้องผ่านพ้นเสียงหัวเราะและหยาดน้ำตา สัมผัสถึงทุกห้วงอารมณ์ในโลกียะ รู้สำนึกถึงชีวิตและความตาย…จึงจะเข้าใจเคล็ด ธุลีแดง ได้อย่างถ่องแท้…”
หลังจากนั้นวาจาที่อาจารย์ของนางกำชับไว้ก่อนที่จะจากไป ก็ดังขึ้นในหู “หากเจ้าพบคนของเผ่าพันธุ์มังกรมาตอแยเจ้า เพียงจ่ายพลังปราณแท้ลงไปในนี้…สำหรับเรื่องราวหลังจากนั้น เจ้ามิต้องเป็นกังวลอันใดอีก”
ตอนนั้นอาจารย์ของนางกลัวว่านางจะเผลอไปปะทะเข้ากับเผ่าพันธุ์มังกร ยามไปยังทวีปเมฆาล่อง จึงได้มอบมีดสั้นที่แลดูงดงามให้นางไว้เล่มหนึ่ง…