าจะเชิญมาคือ ‘หมอชาวบ้าน’ ที่สวมหมวกเขียวให้จูเอ้อร์ หากเขาทำใจได้ก็คงแปลก
“เช่นนั้นจะทำอย่างไร แถวนี้มีหมอเพียงคนเดียว!” จูต้าผายมืออย่างอับจนหนทาง
เชิญมาก็ไม่ได้ ไม่เชิญมาก็ไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรได้อีก?
เห็นหลิวซื่อบนเตียงแล้วหลี่ซื่อก็กระแทกเท้าด้วยความโมโห “พวกท่านนี่นะ น่ารำคาญนัก! ข้าจะไปหาท่านแม่!”
นางไม่สนใจพวกเขาและวิ่งออกจากห้องไป
“พี่ใหญ่ ไปช่วยเข็นเก้าอี้รถเข็นให้ท่านแม่เถอะ พี่สะใภ้สี่แรงน้อย เกรงว่านางจะเข็นมาไม่ไหว” เดิมทีจูอู่อยากจะตามหลี่ซื่อไป แต่เขาเองก็เป็นผู้ชาย เรื่องเช่นนี้หลีกเลี่ยงเอาไว้ดีกว่า
เขาจึงไหว้วานให้จูต้าไปด้วยกัน
ยามนี้เย่อวี๋หรานยังไม่เข้านอน นางกำลังเล่านิทานให้ต้าเป่า เอ้อร์เป่า และจูปาเม่ยฟัง
นิทานเรื่องนี้ย่นย่อมาจาก ‘บันทึกการเดินทาง’ ที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านำกลับมา
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารู้ศัพท์หลายคำ ทั้งยังพอจะอ่านออกเขียนได้ แต่จะให้อ่านเองให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ยังถือว่ายากไปหน่อย เย่อวี๋หรานจึงเลือกใช้คำให้พวกเขาเข้าใจได้ง่าย ทั้งยังแฝงความหมายที่นางเข้าใจเองไปด้วย
ระหว่างที่กำลังเล่านิทาน หลี่ซื่อ จูต้า และจูอู่ก็พรวดพราดเข้ามาให้นางต้องตกใจ “มีอะไรกัน?”
“ท่านแม่ เกิดเรื่องแล้ว!” หลี่ซื่อลนลานบอก “พี่สะใภ้รองหัวกระแทกกำแพงจนหมดสติไป แต่ว่าพี่รองไม่สะดวกใจเพราะยังไม่ลืมเรื่องที่หมอชาวบ้านแตะตัวพี่สะใภ้ตอนช่วยรักษาพี่สะใภ้ที่คลอดลูกยาก จึง