ในสายตาของต้วนหลิงเทียนเผยความประหลาดใจออกมาให้เห็น เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตใจแน่วแน่ในหนทางแห่งยุทธ์ของอีกฝ่าย “หากให้เวลามันมากพอมันสามารถไต่เต้าไปถึงจุดสูงสุดได้แน่นอน คฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องยังไม่พอจะรั้งมันไว้…”
ถึงแม้ต้วนหลิงเทียนจะไม่รู้จักมักคุ้นกับฉีค่านมาก่อน แต่ก็อดชื่นชมอีกฝ่ายเสียไม่ได้
เพราะหลังจากมองพินิจฉีค่าน เขาก็เห็นถึงจิตใจอันแน่วแน่และความมุ่งมั่นในการแสวงหาความแข็งแกร่ง ราวกับชีวิตมันเพียงมีให้เต๋าแห่งยุทธ์เท่านั้น ในแววตาและท่าทางของอีกฝ่ายสะท้อนเรื่องนี้ออกมาชัดเจน
“อาวุโสฉีเสิ่น นับว่าท่านมีหลานอันประเสริฐนัก!”
เริ่นจงมองกล่าวกับฉีเสิ่นด้วยความอิจฉา
“รองผู้นำคฤหาสน์เริ่น ท่านกล่าวชมข้าเกินไปแล้ว…ข้าเองก็ได้ยินมาว่าหลานชายท่านก็มีพรสวรรค์สูงล้ำ กระทั่งเป็น 1 ในยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของคฤหาสน์ข้ามฟ้ามิใช้หรือ?”
ฉีเสิ่นยิ้มกล่าวออกมาอย่างถ่อมตัว
“ท่านก็ว่าไปนั่น..จะยอดฝีมือแล้วอย่างไร สุดท้ายก็เทียบหลานชายท่านมิได้อยู่ดี…”
เริ่นจงยิ้มรับ
ตอนนี้สายตาของผู้คนก็เริ่มถอนออกจากร่างฉีค่านแล้ว
จับจ้องมองไปยังผู้ที่คล้ายท่อนไม้อย่างฉีค่านนานๆ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องรู้สึกเบื่อ
“มิรู้ว่าต่อไปจักเป็นผู้ใดขึ้นมาแสดงฝีมือ”
สายตาของผู้คนเริ่มว่ายมองไปรอบๆ
แน่นอนว่าพวกมันมุ่งเน้นความสนใจไปยังคน 3 คนเป็นพิเศษ
3 คนที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นหลวงจีนลายบุปผา จิ้งชวีจื่อ และจงกู้!