“ที่แท้เป็นพี่ลี่เฟิงนี่เอง ท่านเองก็มาเข้าร่วมการประลองสุดยอดนักรบด้วยหรือ?”
หลวงจีนลายบุปผายิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวถามออกมาคำเดิม
“อือ”
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้าทั้งขานรับเบาๆ ในใจลอบคิดไป ‘หลวงจีนลายบุปผาคนนี้นับว่าสมดั่งคำร่ำลือจริงๆ ไม่ยึดติดจรรยาอะไรทั้งนั้น บวชเป็นหลวงจีนแต่ก็ไม่เหมือนหลวงจีนสักนิด…สมแล้วที่ถูกผู้คนเรียกว่าเป็นตัว ‘ผ่าเหล่า’ ในวัดฟ่านเทียน’
‘อย่างไรเสีย การที่มันมีพลังพลังฝีมือมากพอจะเอาชนะฉีจิ้งนายน้อยคฤหาสน์ฟ้าลิ่วล่องได้…ก็นับว่ามันไม่ธรรมดาจริงๆ’
สำหรับ หลวงจีนลายบุปผา คนนี้ ต้วนหลิงเทียนก็ได้ยินเสียงคำร่ำลือของอีกฝ่ายมาไม่น้อย
นอกจากหลวงจีนลายบุปผา เขายังได้ยินเรื่องของ จิ้งชวีจื่อ มาด้วยเช่นกัน
ในขณะที่หลวงจีนลายบุปผาคิดจะกล่าววาจาอะไรสืบต่อ มันก็คล้ายจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง มันละสายตาออกจากต้วนหลิงเทียน ก่อนที่จะหันมองไปสุดฟ้าไกลตาทางหนึ่ง
มีขบวนแลดูน่าเกรงขามหนึ่งกำลังเหินข้ามฟ้ามา มาหยุดลอยยังพื้นที่ว่างจุดหนึ่ง
ผู้นำขบวนดังกล่าวเป็นชายชราในชุดนักพรตสีน้ำเงิน ในมือถือไว้ด้วยไม้ปัดฝุ่น ผมของมันสีขาวหากแต่สีผิวกลับแดงก่ำ ชุดคลุมของมันสั่นไหวสะบัดแม้ไร้ลม มองไปคล้ายเทพเซียนในนิทาน
ด้านหลังของชายชราเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งกับชายชราอีก 2 คน พวกมันมาในชุดนักพรตสีน้ำเงินเช่นกัน ในมือยังถือไม้ปัดฝุ่นเอาไว้