เสียงจุ๊ปากดังกล่าวทำให้เฟิ่งเทียนหวู่พลันได้สติขึ้นมา ไม่นานบทสนทนาจากผู้คนรอบๆเริ่มดังเข้าหู
ครู่ต่อมานางก็ชะงักไป ค่อยมองต้วนหลิงเทียนด้วยความประหลาดใจ “พี่ใหญ่ต้วน…ท่านคือแขกกิตติมศักดิ์ของตระกูลซือถูหรือ?”
“ใช่”
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับค่อยเผยยิ้มแห้งๆ “เทียนหวู่ ข้าไม่คิดเลยว่าที่แท้เจ้าจะเป็นแม่นางเฟิ่งแห่งนิกายอัคคีล่องลอย…หากไม่ใช่เพราะข้าพยายามตามหาเจ้าเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ…ข้าคงคิดว่าโลกใบนี้มันแคบนักจริงๆ…”
หลังได้ยินวาจานี้ของต้วนหลิงเทียน เฟิ่งเทียนหวู่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกวาบหวามในใจ
ที่แท้พี่ใหญ่ต้วนของนางก็คอยตามหานางอยู่เสมอ
เฟิ่งเทียนหวู่ย่อมสัมผัสได้ถึงสายตายากจะเชื่อโดยรอบ หากแต่ตอนนี้นางไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น
ในสายตาของนางผู้อื่นจะคิดจะว่าอย่างไรล้วนไร้สำคัญ
นางอยากทำอะไรก็ทำไม่จำเป็นต้องขอความเห็นใคร!
ทันใดนั้นเองเฟิ่งเทียนหวู่ก็หันกลับมาว่ายตามองไปยังกลุ่มอาวุโสสของนิกายอัคคีล่องลอย กระทั่งมองสบตากับประมุขอย่างสื่ออวิ๋น “ท่านอาจารย์ การประลองวันนี้ข้ายอมแพ้”
ยอมแพ้!
เฟิ่งเทียนหวู่กล่าวออกมาโดยไม่ได้ระงับเสียงอะไร ทำให้ทุกคนได้ยินกันถ้วนหน้า
จังหวะนี้มีหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะต่างก็เดาไว้แล้วว่าสมควรเป็นอีหร็อบนี้