ที่เหลิ่งซวงกับเฟิ่งจิ่วยื่นมือไปประคองเอาไว้
“ประคองเขานั่งลงที่เก้าอี้” เฟิ่งจิ่วบอก ก่อนจะลุกขึ้นสวมชุดคลุม จากนั้นนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ พลางยื่นมือไปจับชีพจรให้โม่เฉิน
ซั่งกวนหวั่นหรงให้ฉินซินจัดการผ้าปูที่นอนเปื้อนเลือด สุดท้ายเปิดประตูเรือนเพื่อระบายกลิ่นคาวเลือด
“ขอโทษ ข้าทำร้ายเจ้าแล้ว” นางกล่าวขอโทษ หลังดึงมือกลับก็หยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาจากในห้วงมิติแล้วยื่นให้เขา “ต้องพักรักษาตัวดีๆ สักสองวัน อย่าใช้ปราณพลังวิญญาณ”
โม่เฉินยื่นมือรับโอสถมากิน พร้อมเหลิ่งซวงเทน้ำให้เขาดื่มอยู่หลายคำ เมื่อสงบใจลงได้แล้วจึงถามขึ้น “เมื่อครู่นี้เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดพลังวิญญาณปะทุปั่นป่วน ข้ายังคิดว่าเจ้าฝึกบำเพ็ญจนธาตุไฟเข้าแทรกกลายเป็นมารแล้วเสียอีก”
ตอนเห็นนางเป็นเช่นนั้น เขาตกใจมากจริงๆ กังวลใจเหลือเกินว่านางจะระงับปราณที่ปั่นป่วนในร่างกายไม่ได้ หากระงับปราณไม่ได้ เกรงว่าผลสุดท้ายจะมีแต่ความตายเท่านั้น
“ใช่เสี่ยวจิ่ว ตอนแรกยังดีๆ อยู่เลย เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ซั่งกวนหวั่นหรงถามด้วยความเป็นห่วง
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง ข้าเพียงแต่…” เสียงของนางหยุดไป แววตาวูบไหว “เพียงแ