งข้าหรือ” เฟิ่งจิ่วเดินไปข้างหน้าขณะยิ้มกว้าง สายตาจับจ้องท้องที่นูนขึ้นของอีกฝ่าย แววตาเป็นประกายอย่างอดไม่อยู่ “ท้องโตขนาดนี้แล้ว ท่านพี่ตั้งครรภ์ลำบากหรือไม่”
ฟังแล้วหวันเหยียนเชียนหวาก็ลูบท้อง แววตาเกิดประกายอันอ่อนโยน “สตรีคนใดตั้งครรภ์แล้วไม่ลำบากบ้าง” นางจูงมือเฟิ่งจิ่ว “กลางคืนอากาศหนาว ไปเถอะ เข้าไปคุยกันในเรือน” นางพูดพลางพาเฟิ่งจิ่วเดินเข้าไปข้างใน
“เฟิ่งจิ่วมาหรือ” หวันเหยียนสือซานโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ พอเห็นเฟิ่งจิ่วก็ยิ้มร่าเข้ามาใกล้ “เจ้ามาแล้ว”
“ข้านำมื้อดึกมาให้พวกท่านด้วย” เฟิ่งจิวกล่าวพลางยิ้มให้เขา บอกให้เขาเข้ามาด้วยกัน
ในห้อง คนทั้งสามนั่งล้อมโต๊ะ เฟิ่งจิ่วนำรังนกออกมาจากในห้วงมิติ กล่าวกับหวันเหยียนเชียนหวาว่า “ท่านพี่ ท่านตั้งครรภ์อยู่ต้องกินรังนกสักหน่อย ดีต่อลูกและท่านยิ่งนัก”
“ได้กินตอนอยู่ที่บ้าน แต่ระหว่างทางมานี้ไม่ได้ตุ๋นกินเท่าไร กอปรกับคนที่เฝ้าอยู่ที่นี่ก็คือองครักษ์ตระกูลเฟิ่งจำนวนหนึ่ง ของที่กินกลับธรรมดาทั่วไป วันนี้ท่านอาสือซานยังบอกอยู่เลยว่าจะไปหาแม่ครัวมา กระนั้นเพราะเห็นพวกเจ้ากลับมา จึงลืมเรื่องห้องครัวไปเสียสนิท” หวันเหยียนเชียนหวากล