อย่างจนใจ ทว่าไม่ได้พูดอะไร
ตอนนี้เองเหลิ่งซวงที่อยู่ข้างๆ พลันเอ่ยขึ้น “นายหญิง พวกเขาพูดไม่ได้”
“คนพวกนี้เป็นคนในตระกูลของเจ้าหรือ” เฟิ่งจิ่วมองห้าหกสิบคนนั้น เห็นบนตัวเด็กหลายคนมีรอยแส้ ผอมแห้งเหนื่อยล้า แววตานางพลันเย็นชาขึ้นมาทันที
กู้เซียงอี๋พยักหน้า
เห็นดังนั้นแล้ว เฟิ่งจิ่วกล่าวว่า “ไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมข้างหน้าก่อนเถอะ! พาคนในตระกูลของเจ้าไปด้วย” เฟิ่งจิ่วพูดจบแล้วหมุนกายเดินไปข้างหน้า ไม่ได้มองชายวัยกลางคนและชายชราที่อยู่ข้างหลัง รวมถึงผู้คุ้มกันร้อยกว่าคนรอบๆ เพียงหันไปมองตู้ฝานคราหนึ่ง “เจ้ากับพวกเว่ยเฟิงอยู่จัดการที่นี่แล้วกัน”
“ขอรับ นายหญิง” พวกตู้ฝานตอบรับ
กู้เซียงอี๋ส่งสัญญาณให้คนในตระกูล ให้พวกเขาตามไปด้วยกัน เด็กหญิงคนหนึ่งโซเซก่อนล้มลงบนพื้น เหลิ่งหวาจึงก้าวเข้าไปอุ้มนางขึ้นมา โดยไม่สนใจว่าสิ่งสกปรกบนตัวนางจะเปื้อนชุดคลุมของเขา
เด็กหญิงเห็นชุดคลุมสีจันทร์เสี้ยวของอีกฝ่ายเปรอะเปื้อนเพราะนาง นางหดมือและเท้าด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ทำได้เพียงมองไปทางกู้เซียงอี๋
“ไม่เป็นไร”
เหลิ่งหวาลูบศีรษะเด็กหญิงอย่างอ่อนโยน เห็นนางมองกู้เซียงอี๋อย่างหวาดๆ จึงยิ้มขึ้น