นให้เต็มที่เถอะ!”
พูดแล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน เดินจากไปก่อน
กวนสีหลิ่นมองพลางยิ้ม “ใช่ เช่นนั้นพวกเจ้าสองคนก็กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ! ข้าก็จะกลับไปเช่นกัน”
หลังจากเห็นพวกเขาไปแล้ว เซวียนหยวนโม่เจ๋อกับเฟิ่งจิ่วก็นั่งอยู่ที่นี่ครู่หนึ่ง หลังสนทนากันต่อเล็กน้อยก็พากันเดินไปที่ห้องของพวกเขา เมื่อถึงหน้าห้องแล้วก็เห็นเหลิ่งซวงเข้ามาทักทาย
“นายหญิง เจ้าตำหนัก ให้ข้าช่วยเตรียมน้ำอาบให้พวกท่านหรือไม่”
“อืม เตรียมน้ำเถอะ!” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า จากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อ
เซวียนหยวนโม่เจ๋อนั่งลงข้างโต๊ะ ยื่นมือไปดึงเฟิ่งจิ่วมานั่งลงบนตักเขา กอดนางไว้ในอ้อมแขน คางเกยไหปลาร้านางพลางถามเสียงเบาว่า “อาจิ่ว เจ้ารู้สึกว่าท่าทีของโม่เฉินที่มีต่อเจ้าเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่”
“เอ๋?” เฟิ่งจิ่วอึ้งงันไปเล็กน้อย เบนหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากเฉียดผ่านแก้มเขาพอดี นางเม้มปากยิ้มอย่างอดไม่ได้ “เหตุใดเจ้าถามเช่นนี้”
เซียนหยวนโม่เจ๋อที่เดิมทีรู้สึกหึงหวงอยู่หลายส่วน ครั้นถูกนางริมฝีปากอ่อนนุ่มของนางจุมพิตเข้า ในใจก็พลันเบิกบานขึ้นมา ทว่าฟังวาจาของนางแล้ว แววตาของเขาก็วูบไหวเล็กน้อย ถามด้วยความอึดอัดใจว่า “การแสดง