ู่ใต้เงาต้นไม้ในลานบ้านเพื่อพูดคุยกัน
หลังผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาแต่ละคนก็กลับห้องไปพักผ่อนตามปกติ และออกไปทำงานอีกครายามที่ดวงอาทิตย์ไม่เจิดจ้ามากนัก
“วันนี้ร้อนมาก รู้สึกว่าร้อนกว่าปีก่อนเสียอีก” จูซื่อกล่าวขณะใช้พัด
“ใช่หรือ?” จูอู่กล่าว “สิ่งที่ประสบอยู่ตอนนี้ก็เป็นเหมือนปีก่อน ท่านย่อมรู้สึกว่าสิ่งที่ประสบพบเจอในปัจจุบันหนักหนาที่สุด”
ขณะที่กำลังพูด ๆ อยู่ ประตูก็มีการเคลื่อนไหว
“นี่บ้านเจ้าหรือ?”
“ใช่ขอรับ เป็นที่นี่”
……
ครั้นได้ยินเสียงนี้ จูซื่อก็ยังไม่อยากจะเชื่อ “ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเสียงนี้เป็นเสียงของพี่สาม? ข้าฟังไม่ผิดใช่หรือไม่ พี่สามไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนจูชีที่เรียนหนังสือที่เมืองผู่โซ่วหรือ?”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” จูอู่ยืนขึ้นเป็นคนแรกและไปดูสถานการณ์ที่หน้าประตู
ยามที่มาถึงประตูเรือนก็เห็นจูซานและเย่อวี๋หรานลงมาจากรถม้าพอดี และวางรถเข็นลง
เขามีสีหน้าเหลือเชื่อ “พี่สาม! ท่านแม่! เหตุใดพวกท่านจึงกลับมาแล้วเล่า? ท่านแม่เป็นอันใด เหตุใดจึงนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นขอรับ?”
คนอื่นได้ยินว่าจูซานและเย่อวี๋หรานกลับมาแล้วยังจะนั่งอยู่ได้อย่างไร ต่างพากันวิ่งออกมา
“พวกเจ้าอยู่บ้านกันหมดเลยหรือ? พอดีเลย มาช่วยกันสักหน่อย” เย่อวี๋หรานมองพวกเขา นางยิ้มและเรียกให้มาช่วยขนของ
“ท่านแม่ เหตุใดจึงนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นขอรับ?” จูต้าก็ถามอย่างแปลกใจ
“เรื่องนี้อีกเดี๋ยวค่อยว่ากันเถอะ พวกเจ้าช่