อาชีวิตของเขา
เทียบกับแขนและขาแล้ว เขารู้สึกว่าขาดดวงตาไปข้างหนึ่งยังดีเสียกว่า อย่างน้อยแขนขาสี่ข้างก็ยังอยู่ครบ ขาดดวงตาไปข้างหนึ่งก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็นสิ่งของ แต่ตอนนี้ความเจ็บปวดอย่างยิ่งยวดค่อยๆ แผ่ซ่านมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ร่างกายของเขาโงนเงน ฝีเท้ายืนได้ไม่มั่นคงจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว
“ภูตหมอ วันนี้ข้ามีตาหามีแววไม่ จึงควักลูกตาข้างหนึ่งเป็นการชดเชย คงใช้ได้กระมัง” เขามองเฟิ่งจิ่วพลางถาม
เฟิ่งจิ่วมองเขาครั้งหนึ่ง คราวนี้จึงค่อยพยักหน้า “พาคนของเจ้าไปเถอะ!”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เจ้าสำนักสามถึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พาคนของตนเองกลับไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานคนที่ล้อมตระกูลฉินก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
เฟิ่งจิ่วลูบศีรษะกลืนเมฆา มองเงาร่างคนเหล่านั้นจากไปพร้อมแววตาวูบไหว เรื่องนี้ไม่อาจรีบร้อนได้ นางยังต้องอยู่ที่นี่อีกพักหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะไม่กล้ามาหาเรื่องอีกจริงหรือไม่ แต่หากมาจริง นางไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ เช่นนี้อีกแน่
แต่จากการคาดเดาของนาง เจ้าสำนักสองคนของสำนักสัตยุทธ์คนหนึ่งเสียลูกตาข้างหนึ่ง อีกคนเสียแขนข้างหนึ่ง คาดว่าคนอื่นคงไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้ คอยดูต่อไปก็แล้ว