ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ เขาบอกว่าอยากย้ายออกไป และยังบอกอีกว่าจะฟ้องเราเพื่อขอค่าชดเชย คุณรีบมาที่นี่เร็วเข้า! เขาไม่ฟังอะไรแล้ว ส่วนคนของเราก็บอกว่าต้องการคุณครับ คุณสวี”
“เข้าใจแล้ว” สวีข่ายอวิ๋นมองไปที่เฝ่ยไป๋ลู่อย่างขอความช่วยเหลือ
การย้ายออกและการจ่ายค่าชดเชยน่ะไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่ทำไมลูกบ้านถึงบอกว่ามีคนอยากฆ่าเขาล่ะ บ้านมีผีสิงจริงเหรอ?
เฝ่ยไป๋ลู่กล่าวอย่างสงบว่า “ไปดูที่ชุมชนกัน แล้วคุณจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
สวีข่ายอวิ๋นจึงขับรถไปที่ชุมชนเหยียนชุ่น และทันทีที่มาถึง เขาก็เห็นป้ายที่ผู้อาศัยผูกไว้กับต้นไม้สีเขียว โดยเขียนข้อความตัวใหญ่ไว้ว่า ‘บริษัทสวีกรุ๊ปหลอกขายบ้านผีสิงให้ฉันในราคาสูง’
เดิมสวีข่ายอวิ๋นก็เป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีสาง แต่ตอนนี้กลับตื่นตระหนกเมื่อเห็นคำว่า ‘บ้านผีสิง’ เขากระทั่งยอมทำความเข้าใจต่อความกลัวของลูกบ้านและสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ดังนั้นลูกบ้านจึงยอมปล่อยเขาไป
“ชุมชนเหยียนชุ่นถือเป็นชุนชนระดับสูง ซึ่งได้รับการลงทุนจากบริษัทลงทุนไปมากในช่วงแรกที่เปิดโครงการ แต่พอมีข่าวลือเรื่องบ้านผีสิงในตอนนี้ เกรงว่าราคาบ้านจะลดลงจนเท่ากับพวกชุมชนระดับกลางถึงล่าง แล่วคงจะไม่มีใครกลับมาอาศัยอยู่ที่นี่อีก และสิ่งนี้ก็ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาสหน้าด้วย…” สวีข่ายอวิ๋นเผยยิ้มขมขื่น ไม่ว่าจะพยายามอดทนแค่ไหน แต่เขาก็ไม่สามารถสงบใจได้ในสถานการณ์แบบนี้
“นายไม