สีหน้าของชายคนนั้นพลันนิ่งขรึมไป “เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าพวกข้าแพ้ไม่เป็น? เหอะ! เจ้าดูจะมั่นใจมากนะ!”
“หรือไม่ใช่เล่า? หลังจากสู้กันหนึ่งต่อหนึ่ง หากพวกเจ้าแพ้แล้วพาล หันมารุมโจมตีพวกข้า จะไม่ทำตัวเป็นเด็กไปหน่อยหรือ?” หลินเฉิงจิ่นยิ้มหยัน “ข้าไม่คิดว่าพวกเจ้าเป็นผู้กล้าที วาจามีน้ำหนักดั่งทองคำพันชั่งหรอกนะ”
ทุกคนสายตาไหวระริก แค่คิดพวกเขาก็รู้เจตนาของอีกฝ่ายแล้ว แต่หากกลับคำ นั่นเท่ากับพวกเขายอมรับว่าตนเองสู้อีกฝ่ายไม่ได้ และไม่ยอมรับความพ่ายแพ้จริงๆ ไม่ใช่หรือ?
“เจ้าเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสท่านใดในสำนักดาราครามเซียนหรือ? ใจกล้าไม่เบาเลยนี่” ชายคนนั้นจ้องมองมาอย่างพิจารณา
“ผู้อาวุโสซื่อเชวีย” หลินเฉิงจิ่นตอบ
“อ้อ ที่แท้ก็ศิษย์ของผู้อาวุโสซื่อเชวีย อย่างนั้นก็ต้องขอคำชี้แนะสักหน่อยแล้วล่ะ” ชายคนนั้นเอ่ย ก่อนหันไปพูดกับกลุ่มคนข้างหลัง “ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน พวกเขาคิดว่าพ พวกเราไม่กล้าสู้ตัวต่อตัว ซ้ำยังท้าทายด้วยวาจาอีก พวกเจ้าว่าอย่างไร กล้าสู้กับพวกเขาตัวต่อตัวหรือไม่เล่า?”
“ฮ่าๆๆ! กลัวเสียที่ไหน? สู้กันตัวต่อตัว ใครกลัวก็หดหัวเข้าไปอยู่ในกระดอง!”
“ใช่! ตลอดทางมานี้พวกเราก็สู้แบบกลุ่ม