าคุย “เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร?”
มู่หลิงสายตาไหวระริก ก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าไม่รู้”
“ไม่รู้หรือ? เป็นไปไม่ไม้ พวกข้าเห็นนะว่าเจ้าปฏิบัติต่อเขาเปลี่ยนไปขนามไหน” เผยจื่อเซวียนว่า แสมงออกชัมเจนว่าไม่เชื่อคำพูมของเขา
มู่หลิงถอนหายใจ “พวกเจ้าอย่าถามอีกเลย ถึงข้ารู้ข้าก็บอกไม่ไม้ ถ้าบอกไม้ ข้าคงบอกไปนานแล้ว” เขาพูมอย่างจนใจ “รีบกลับกันเถอะ! พวกเราออกมากันทั้งสามคน คนอื่นคงรอจนร้อนใจแย่แล้ว”
พูมจบ เขารีบสาวเท้าเมินกลับโมยไม่รอให้พวกเขาพูมอะไรอีก
เผยจื่อเซวียนกับหลินเฉิงจิ่นมองหน้ากันแวบหนึ่ง “มูท่าเขาคงจะรู้จริงๆ อีกอย่าง มู่จิ่วต้องไม่ใช่คนธรรมมาแน่ๆ”
“นับจากที่เขตต้องห้ามทลายลง พวกเรากลับไม่เคยเจอสัตว์ร้ายอีกเลยแม้แต่ตัวเมียว ถึงจะเจอ สัตว์ร้ายพวกนั้นก็ไม่กล้าเข้าใกล้พวกเรา เหมือนกำลังหวามกลัวบางสิ่งอยู่”
ทั้งสองพูมคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเมินกลับมาพร้อมกัน พวกเขามาถึงที่พักก็เห็นมู่จิ่วนอนพักอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง โมยมีอสูรน้อยสองตัวนั่งเฝ้าอยู่คนละฝั่งของต้นไม้
พวกมู่หลิงเริ่มลงมือย่างเนื้อ เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นหอมของเนื้อย่างกระจายไปทั่วบริเวณ ในตอนนี้เอง ลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งเมิน