“หมอตำแยยังไม่มาถึง ให้หมอตรวจดูก่อนว่าอาการเป็นอย่างไร”
……
พวกเขาตะโกนบอกคนในบ้าน
หลี่ซื่อได้ยินว่าหมอมาถึงแล้วจึงไม่รอช้า รีบ ‘เชิญ’ เขาเข้ามา
ทว่าเมื่อเดินมาถึงประตูแล้วไม่เห็นจูเอ้อร์ก็กังวล “พี่รองเล่า?”
“พาหมอตำแยมาอยู่” เขาตอบ
“อ้าว ได้อย่างไร? ทุกคนต่างรีบ… พี่รองไม่อยู่แล้วหมอผู้นี้มาได้อย่างไร?” หลี่ซื่อยืนขวางประตูเอาไว้ ไม่ยอมให้หมอชาวบ้านเข้าไป “ตอนนี้พี่สะใภ้รองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ นางไม่มีสติจะบอกอาการ หากเห็นในเรื่องที่ไม่ควรเข้า ถึงตอนนั้นพี่รองมาถึงแล้วเขาจะไม่โวยวายหรือ?”
“อ่า?” จูซื่อไม่เห็นว่าเป็นปัญหาจึงงุนงง “จะไปเห็นสิ่งใดได้ หมอก็เพียงจับชีพจร…”
ไม่ทันกล่าวจบเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้
หมอไม่ได้ทำเพียงแค่จับชีพรจร ทว่ายังทำ ‘แผล’ อีกด้วย
ทว่าปัญหาตอนนี้คือหลิวซื่ออาการหนัก ใครจะรู้ได้ว่าหมอเห็นที่ใดบ้าง
หากจูเอ้อร์อยู่ด้วย เกิดสิ่งใดขึ้นเขาก็ยังอยู่ด้วย ไม่ต้องกังวลเรื่องคำครหา
ทว่าเจ้าตัวไม่อยู่ หากเกิดสิ่งที่คิดจะไม่ใช่เพียงคำพูดอีกต่อไป ตาเห็นเป็นจริงหูยินเป็นเท็จ อาจไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่หากพากันลือเล่า? ใครจะรู้ได้ว่า ‘จริงหรือเท็จ’
“พี่ใหญ่ ท่านว่าอย่างไร?” จูซื่อทำได้เพียงหันไปถามจูต้า
จูต้าเป็นชายอกสามศอก เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับเรื่องทำนองนี้มาก่อน
เมื่อครั้งหลิ่วซื่อคลอดลูก แม้นางจะปวดท้องแต่ก็ไม่ได้คลอดก่อนกำหนด จึงไม่ต้องพึ่งพาหมอแต่อย่างใด
จูต้าตอบ “ข้