ม่วางใจอีก มีเพียงข้าคนเดียวที่เหมาะสมที่สุดแล้ว” นางยิ้ม “ท่านอย่ากังวลเลย อยู่บ้านรอ อข้ากลับมาก็พอแล้ว”
“อย่างนั้นเจ้าต้องระวังตัวหน่อย อย่าประมาทจนบาดเจ็บเล่า” เขากำชับ
“รู้แล้ว” เฟิ่งจิ่วยิ้มพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ข้ายังไม่ได้กินมื้อเย็นเลย! หิวแล้ว”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อขานเรียก “อิ่งอี ให้คนในครัวยกอาหารมา”
“ขอรับ” ได้ยินเพียงเสียงแต่ไร้เงาคน ราวกับมีสายลมพัดผ่านไปหนึ่งวูบ อิ่งอีที่อยู่ในมุมมืดมุ่งหน้าไปทางห้องครัว
หลังกินข้าวเสร็จ เฟิ่งจิ่วกำชับเรื่องต่างๆ กับคนในจวนหนึ่งรอบ พร้อมกับบอกเรื่องที่นางจะออกเดินทาง จากนั้นก็พูดคุยกับหวันเหยียนสิบสามอีกครู่หนึ่ง จึงค่อยกลับมาเก็บข้าวของท ที่เรือน
เช้าตรู่วันต่อมา ท้องฟ้าเพิ่งสว่างได้ไม่นานเฟิ่งจิ่วก็ออกเดินทางโดยมีเซวียนหยวนโม่เจ๋อมายืนส่ง ก่อนมุ่งหน้าไปยังสำนักเซียนเพียงลำพัง
ในสำนักเซียน
ซื่อเชวียกับมู่ซินกำลังพูดคุยถึงเรื่องที่เพิ่งจัดการเสร็จ มู่ซินกล่าวว่า “อาจารย์ไปครั้งนี้ หากหาเอ็นวิญญาณนิลพันปีไม่เจอเล่า?”
“หาไม่เจอ?” ซื่อเชวียเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนตอบว่า “หากคนอื่นหาไม่เจอข้าคงเชื่อ แต่ข้าไม่เชื่อว่าท่านอาจารย์จะหาไม่เจอ” หาก