งแกร่งของกลิ่นอายพลังวิญญาณขุมนั้น เพียงแต่ เมื่อเขาสัมผัสได ด้ถึงพลังชีวิตจากเม็ดบัวเขียวที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง เขากลับรู้สึกได้ว่ากลิ่นอายของเฟิ่งจิ่วเริ่มไม่มั่นคง
“อาจิ่ว พอแล้ว” เขาพยายามห้าม
“อย่าเพิ่งพูดอะไร” เฟิ่งจิ่วตอบกลับ เหงื่อบนหน้าผากไหลลู่ลงที่พวงแก้ม สองฝ่ามือแนบสนิทอยู่ที่แผ่นหลังกว้าง ถ่ายเทพลังชีวิตจากเม็ดบัวเขียวให้เขาอย่างต่อเนื่อง
เซวียนหยวนโม่เจ๋ออยากผลักเฟิ่งจิ่วออก แต่กลัวจะทำนางเจ็บ ทว่าเพราะกลัวนางรับไม่ไหวจึงบอกว่า “อาจิ่ว ข้าหายแล้ว พอได้แล้ว เจ้าหยุดเถอะ!”
“อาจิ่ว…”
เฟิ่งจิ่วไม่สนใจเขา แต่ตั้งสมาธิอยู่กับการถ่ายเทพลังชีวิตของเม็ดบัวเขียวให้เขา จนกระทั่งร่างกายททนไม่ไหว จึงค่อยหดสองฝ่ามือกลับมา และล้มลงไปบนเตียงราวกับคนที่เหนื่อยจ จนไม่มีแรง
เซวียนหยวนโม่เจ๋อรีบหันกลับไปรับตัวนางไว้ ให้นางพิงอยู่ในอ้อมอกของเขา ครั้นเห็นดวงหน้างามซีดเล็กน้อย หน้าผากมีเม็ดเหงื่อผุดซึม เขาก็ลูบดวงหน้างดงามอย่างปวดใจ “อาจิ่ว เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย! ถ่ายเทพลังชีวิตให้ข้ามากมายขนาดนั้น ร่างกายของเจ้าจะรับไหวได้อย่างไร”
“ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? พลังฟื้นคืนมากี่ส่วนแล้ว?