าณสองดวงคุ้มครองพวกเขาอยู่ และผลักพวกเขาสองแม่ลูกไปอีกด้า าน
วิญญาณ? วิญญาณร้าย?
ความคิดผุดขึ้นมาในสมอง นางหันไปมองหวันเหยียนสิบสาม หวันเหยียนสิบสามเห็นสายตาของนางก็ถลึงตากลับ ถามอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “มองข้าทำไม เจ้าต้องสำนึกไว้เสียบ้าง! หากไม่ใช่ว่า ามีข้าอยู่ด้วย เมื่อกี้เจ้าแย่แน่!”
“ได้ ข้ารู้แล้ว ข้าจะสำนึก” นางยิ้มพร้อมรับคำ
หวันเหยียนสิบสามได้ยินอย่างนั้นก็ตั้งใจจะสั่งสอนอีกสักสองสามประโยค แต่กลับพูดไม่ออก ได้แต่ถลึงตา แม่หนูน้อยคนนี้เชื่อฟังกันตั้งแต่เมื่อใด?
“สองแม่ลูกนั่นโชคดีจริงๆ นึกว่าจะโดนเหยียบตายเสียแล้ว!”
“นั่นสิ สถานการณ์อย่างนั้นก็ยังรอดมาได้ ดวงแข็งจริงๆ”
“หากช้าอีกหน่อย สองขาหน้าของสัตว์ร้ายคงจะเหยียบอยู่บนร่างของพวกเขาสองแม่ลูกแล้ว หากถูกสัตว์ร้ายตัวนั้นเหยียบ อย่างไรก็ต้องตายโดยไม่ต้องสงสัย”
“นั่นสิๆ! เกือบไปแล้วจริงๆ โชคดีที่พวกเขาสองแม่ลูกดวงยังไม่ถึงฆาต”
ฟังเสียงพูดคุยถกเถียงกันของคนรอบข้าง กอปรกับเห็นหญิงวัยกลางคนที่ลุกขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ หันไปพูดกับหวันเหยียนสิบสามที่อยู่ข้างๆ ว่า “พวกเราไปดูในเมืองว่ ามีอะไรอร่อยๆ ให้กินไหมกันดีกว่า!”
“ไปกันเถ