หมยที่ได้ยินอย่างนั้นก็หยุดชะงักไปก่อนที่จะได้ลงมือ เขาหันไปมองเฟิ่งจิ่ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ กลับมา ตนจึงยืนนิ่งไม่ขยับ
“โรคประหลาดที่เจอแสงแดดไม่ได้?” เฟิ่งจิ่วม้วนปอยผมเล่น มืออีกข้างหนึ่งเท้าคาง ก่อนเอ่ยอย่างไม่ยี่หระว่า “โสมหยกเลือดไม่เหมาะให้คนที่ป่วยเป็นโรคประหลาดใช้หรอกนะ ยิ่งไปกว่าน นั้น โสมหยกเลือดนี้ไม่ใช่ยาธรรมดา โรคทั่วไปก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน”
เห็นนางไม่ได้ออกคำสั่งฆ่า ชายคนที่ค่อนข้างดูมีอายุจึงผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนตอบคำว่า “พวกเราไม่ได้เจตนาล่วงเกินท่านจริงๆ ท่านได้โปรดเมตตาไว้ชีวิตพวกเราสักครั้งเถอะ”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองพวกเขา ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาว่า “แต่ว่าข้าเสียขวัญไปแล้ว”
มือของอาวุโสเหมยที่กำลังลูบหนวดสะดุดเพราะคำพูดนี้ของนาง ทำให้หนวดสีขาวติดมือมาหลายเส้น เขาสูดปาดอย่างเจ็บปวด มองหนวดหลายเส้นในมือของตนเองอย่างปวดใจ
หนวดก็มีอยู่แค่ไม่กี่เส้นอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกดึงออกมาอีก ช่างน่าปวดใจจริงๆ เชียว
ชายคนนั้นได้ยินก็อึ้งงันไปครู่หนึ่ง เสียขวัญ? หมายความว่าอย่างไร? นางคิดจะทำอะไร?
เห็นชายคนนั้นยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น อาวุโสเหมยก็กระแอมเบาๆ หันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้เขา เ