กอย่างบนตัวจนสิ้น ก่อนจะจัดการศพให้สิ้นซาก
เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่าง แสงอาทิตย์แรกก็อาบไล้ลงมายังจวน แสงสว่างนวลตาส่องผ่านต้นไม้ในจวนและสาดเฉียงลงมาบนพื้น เหล่าผู้ฝึกตนจากตระกูลต่างที่ๆ เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างนอก พอเห็นว่าสถานการณ์เงียบสงบแล้ว ต่างก็อยากจะเข้ามาดูเหตุการณ์ข้างใน
ตกลงว่าใครเป็นฝ่ายฆ่าใครกันแน่? เฟิ่งจิ่วกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อยังมีชีวิตอยู่หรือไม่? คนที่พุ่งเข้าไปช่วยยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?
ชั่วขณะหนึ่ง คำถามมากมายผุดขึ้นมาในใจ แต่กลับไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบดู ผู้นำตระกูลต่างๆ ทำได้เพียงล่วงหน้ากลับไปก่อน และเหลือคนไว้สองสามคนเพื่อสืบข่าวต่อ
อวี่เหวินเฮ่อไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างใน แต่กลับรู้สึกว่าเฟิ่งจิ่วกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน คนพวกนั้นทำอะไรพวกเขาไม่ได้ เพียงแต่เพราะพ่อของเขาไม่กล้าเสี่ยง ตระกูลอวี่เหวินของพวกเขาจึงได้พลาดโอกาสในการผูกมิตรครั้งนี้ไป…
นึกมาถึงตรงนี้ เขาอดทอดถอนใจเงียบๆ ไม่ได้ ‘โอกาสอย่างนี้ภายหน้าคงไม่มีอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไปเลย’
ในจวนของเฟิ่งจิ่ว ณ ห้องโถงใหญ่ บรรยากาศในตอนนี้ดูแปลกประหลาดอยู่เล็กน้อย
………………………………….