นหยวนโม่เจ๋อ “ท่านว่าบรรพจารย์ที่พวกเขาหมายถึง ใช่ซื่อเชวียหรือไม่?”
“น่าจะเป็นเขา เขาเคยบอกไม่ใช่หรือว่าในเมืองสี่ทิศนี้มีคนของตระกูลเขาอยู่” เซวียนหยวนโม่เจ๋อตอบเสียงเนิบ
“ก็จริง ซื่อเชวียอายุกี่ร้อยปีแล้ว แค่ใบหน้ายังคงความเป็นชายวัยกลางคนอยู่ก็เท่านั้น ฉะนั้นข้าจึงมักจะรู้สึกว่าเขาอายุสี่สิบห้าสิบปีอยู่ตลอด” นางยิ้มๆ ก่อนส่ายหน้าบอกว่า “จู่ๆ พวกเราก็ได้ศิษย์ที่อายุไม่น้อยมาสองคน นับว่าลดความยุ่งยากให้พวกเราได้มากจริงๆ”
“ในเมื่อหาที่พักได้แล้ว พวกเราก็กลับไปดูกันก่อนเถอะ! จะได้ดูด้วยว่าในจวนขาดเหลืออะไรหรือไม่” เซวียนหยวนโม่เจ๋อเสนอ
“นายท่าน เจ้าตำหนัก เพราะต้องเดินไปไกลจากที่นี่พอสมควร ฉะนั้นตอนมาข้าจึงให้หลัวอวี่ไปซื้อรถม้ามาหนึ่งคัน พวกท่านนั่งคุยกันไปก่อน อีกเดี๋ยวเขาก็น่าจะมาถึงแล้ว” เหลิ่งหวา าอธิบาย พลางชะเง้อมองลงไปที่ถนนข้างล่าง
อย่างไรเสียก็เป็นเจ้านายทั้งสองท่าน หากขี่กระบี่ว่อนไปว่อนมาในเมืองเช่นนี้คงดูสะดุดตาไม่น้อย แต่หากมีรถม้าก็ไม่เหมือนกันแล้ว พวกเขาสามารถนั่งรถม้ากลับไปได้ จะได้ประหยัดเว วลาและสะดวกสบายมากขึ้นด้วย