หยวนโม่เจ๋อที่เงียบมาตลอดตวัดนัยน์ตาลึกล้ำมองไปยังสองคนนั้น ตั้งแต่ที่พวกเขาท้าประลอง เขาก็ลอบพิจารณาอีกฝ่ายแล้ว หลังประเมินดูกลับพบว่าสามารถลองดูได้สักตั้ง
อีกทั้งเขายังรู้ด้วยว่าหากเขากับอาจิ่วเอาชนะสองคนนั้นในการประลองนี้ได้ ไม่เพียงจะทำให้มีชื่อเสียงเลื่องลือในสี่สำนัก แต่จะยังสร้างคลื่นลมลูกใหญ่ได้อีกด้วย
นึกถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ เขาหันไปมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่งก่อนเอ่ยว่า “อาจิ่ว ในเมื่อพวกเขาอยากสู้กับพวกเรานัก พวกเรารับคำท้าเป็นอย่างไร”
เฟิ่งจิ่วหันไปมองสองคนนั้น ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนยิ้มบอกว่า “อยากสู้กับพวกเราไม่ยากหรอก เพียงแต่ อย่างไรเสียก็ต้องมีข้อตกลงกันก่อน ไม่อย่างนั้นใครจะรู้เล่าว่าประลองครั้งนี้ จบแล้วพวกท่านจะมาไม้ไหนอีก”
“พวกเราพูดคำไหนคำนั้น โดยเฉพาะต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ มีหรือจะกลับคำ!” ผู้อาวุโสซื่อเชวียเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม คล้ายไม่พอใจกับการตั้งคำถามของเฟิ่งจิ่วเป็นอย่างมาก
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบๆ “ใครจะเชื่อ!”
“เจ้า!”
เขาถลึงตามองด้วยความโมโห เขาเป็นถึงผู้อาวุโส มีหรือจะผิดคำพูด? เฟิ่งจิ่วผู้นี้ช่างน่าโมโหนัก!
“ในเมื่อจะสู้ อย่างนั