้นก็ต้องให้ฟ้าดินเป็นพยาน พวกเราถึงจะยอมสู้กับพวกท่าน ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องมาพูดกัน” นางยิ้มจนตาหยักโค้ง แววตาเจ้าเล่ห์พาดผ่านดวงตา
“ได้! ข้า…” ผู้อาวุโสซื่อเชวียเอ่ย แต่เฟิ่งจิ่วกลับขัดขึ้นมาก่อน
“ช้าก่อน” เฟิ่งจิ่วพูดแทรก ก่อนเอ่ยว่า “หากพวกเราแพ้ ต้องคารวะท่านเป็นอาจารย์ แต่ขณะเดียวกัน หากพวกท่านแพ้ ก็ต้องคารวะพวกข้าเป็นอาจารย์”
“นะ…นะ…นี่มันช่างเพ้อเจ้อไร้สาระ!”
ผู้อาวุโสซื่อเชวียกับผู้อาวุโสมู่ซินถลึงตาด้วยความตกตะลึง สะบัดแขนเสื้ออย่างเดือดดาล พวกเขาเป็นถึงผู้อาวุโส กลับจะให้คารวะเด็กสองคนนี้เป็นอาจารย์? จะเป็นไปได้อย่างไร! หากลื อออกไปผู้คนจะหัวเราะเยาะขนาดไหน
“เพ้อเจ้อ?” เฟิ่งจิ่วยักคิ้ว ก่อนถามว่า “เห็นๆ อยู่ว่าเป็นเรื่องที่ยุติธรรม จะบอกว่าเพ้อเจ้อได้อย่างไร อีกอย่างนี่ก็ยังไม่ได้ประลองไม่ใช่หรือ? แค่นี้ก็กลัวเสียแล้ว ในเมื่อเ เป็นเช่นนี้ยังจะมาประลองอะไรกับพวกเราอีก ปล่อยให้พวกเราไปก็จบแล้วไม่ใช่หรือ”
“จะ…เจ้า!”
ผู้อาวุโสนิสัยเถรตรงสองคนถูกนางทำให้โมโหจนควันออกหู แต่กลับหาคำพูดมาโต้เถียงนางไม่ได้ จะสู้ก็ต้องทำเหมือนกัน แพ้ก็ต้องคารวะอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ ไม่อย่างนั้นก็ต้องปล่อยให ห้พวกเข