ื่มสุราที่ด้านหน้าได้แล้วหรือไม่” กวนสีหลิ่นหัวเราะอย่างเบิกบาน นัยน์ตาแฝงรอยยิ้มกวาดมองทุกคน ครั้นเห็นพวกเขาแต่ละคนเอาแต่รุมล้อมไม่ยอมไปไหน เข ขาแทบอยากจะยกมือตบหน้าผากตนเอง
เขารีบตะโกนเรียกทันที “เสี่ยวจิ่ว เสี่ยวจิ่ว!”
กระเบื้องหลังคาถูกเลื่อนออกหนึ่งแผ่น เฟิ่งจิ่วยิ้มตาหยีชะโงกหน้าออกมา “ท่านพี่ เรียกหาข้าหรือ”
กวนสีหลิ่นได้ยินเสียงนางก็ตะลึง เงยหน้ามองขึ้นไป เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “จะ…เจ้าขึ้นไปบนหลังคาทำไมกัน”
“คืนนี้เป็นคืนเข้าหอของท่านกับพี่สะใภ้ไม่ใช่หรือ ข้าคิดว่าอย่างไรก็ควรแอบฟังที่มุมกำแพงสักหน่อย แต่ที่มุมกำแพงมีคนเยอะเกินไป ก็เลยทำได้เพียงขึ้นมาบนหลังคานี่อย่างไรเล่า า!” เฟิ่งจิ่วเอ่ยด้วยสีหน้าไร้เดียงสา กะพริบตาถี่ๆ พร้อมมองเขาด้วยรอยยิ้ม
เยี่ยจิงที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงได้ยินก็ก้มหน้าลงต่ำ ดวงหน้างดงามร้อนผ่าวเพราะความเอียงอาย แต่ละคนไม่ได้เรื่องเลย แม้แต่เฟิ่งจิ่วก็เป็นไปกับเขาด้วย
“เสี่ยวจิ่ว เจ้าจะแกล้งพี่ชายอย่างนี้ไม่ได้นะ เร็วเข้า ช่วยพาพวกเข้าไปดื่มเหล้าที่ด้านหน้าที วันหลังข้าจะขอบคุณเจ้าอย่างงามเลย” กวนสีหลิ่นประสานหมัดอย่างอับจนหนทาง ขอร้องใ ให้นางช่วยเหลือ
เฟิ่งจิ่วยิ้ม