“กินกันเถอะ! เดี๋ยวเย็นหมด” ขณะเอ่ย ยังคีบไข่ที่อยู่ด้านบนบะหมี่ให้เฟิ่งจิ่วด้วย “กินเยอะๆ หน่อย”
เฟิ่งจิ่วมองชามที่เต็มไปด้วยเนื้อ อดชะงักไม่ได้ “ข้าก็มีนะ!”
“กินเยอะๆ หน่อย เจ้าผอมลงแล้ว” เซวียนหยวนโม่เจ๋อว่า ก่อนจะคีบเนื้อในชามตนเองให้เฟิ่งจิ่วจนหมด
“อย่างนั้นไข่นี่ให้ท่าน” เธอคีบไข่ให้เขา บอกว่า “เอาล่ะ อย่าเอาแต่คีบอยู่เลย รีบกินกันเถอะ! อีกเดี๋ยวข้ายังมีเรื่องจะคุยกับท่านอีก!”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อจึงเริ่มกิน บะหมี่ธรรมดาถ้วยหนึ่ง กลับทำให้เขารู้สึกว่าเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดที่เขากินในพักนี้ นี่ไม่ใช่เพียงเพราะเฟิ่งจิ่วเป็นคนทำบะหมี่ถ้วยนี้ แต่เ เป็นเพราะมีเฟิ่งจิ่วอยู่ข้างๆ เขาด้วย
หลังจากที่ทั้งสองกินเสร็จ ก็ดันชามไปไว้ข้างๆ เซวียนหยวนโม่เจ๋อมองหน้าเธอ ก่อนถามว่า “มีอะไรจะพูดงั้นหรือ?”
“ที่จริงคืออย่างนี้ ข้ามีความคิดหนึ่ง อยากลองคุยกับท่านดู”
เธอบอกว่า “คนพวกนั้นต้องการบัวเขียวในตัวข้า แต่กลับเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด แต่พวกเราอยู่ในที่แจ้งตลอด กระทั่งตอนนี้พวกเราก็ยังไม่รู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใครกั