างครั้งก็ไม่ส่งเสียงสักนิด หากไม่บอกข้ายังคิดว่าเขาเป็นอากาศธาตุ จะไปรู้วิชาแพทย์ได้อย่างไรกัน?”
ฟังพวกเขาพูดอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ นัยน์ตาหรี่ลงเล็กน้อย กวาดมองผ่านใบหน้าของทุกคน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาว่า “แม้จะรู้บ้างเล็กน้อย แต่การรักษาบาดแผลเช่นนี้กลับเป็นเรื่องที่ง่ายดายสำหรับข้า”
กัวซิ่นหนิงแววตาเป็นประกายขึ้นมา “จริงหรือ?”
“แน่นอน” เธอยืนนิ่งไม่ขยับ เพียงรับคำ
“พรืด! เจ้าหนูนี่คุยโวโอ้อวดยิ่งนัก”
“นั่น ไม่กลัวขายหน้าเสียบ้างเลย”
เฟิ่งจิ่วหรี่ตามองพวกเขา “เอาอย่างนี้ไหมเล่า! ข้าช่วยรักษาให้ผู้อาวุโสสูงสุดของพวกเจ้า หากรักษาหายจริงๆ…” เธอลากเสียงพูดยาวๆ ก่อนหยุดพูดไปครู่หนึ่ง หรี่ตามองพวกเขา
“ทำไม? จะเอาเงินเท่าไร?” ลูกหลานตระกูลกัวแต่ละคนมองเขาด้วยสายตาดูแคลน
เฟิ่งจิ่วยิ้ม “ไม่เอาเงิน ขอแค่ต่อไปหากพวกเจ้าเจอหน้าข้า ต้องเรียกข้าว่าท่านบรรพจารย์ก็พอแล้ว”
ทุกคนตะลึงงัน จากนั้นก็แหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง ครั้นหยุดหัวเราะก็เอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “เจ้าหนู เกรงว่าเจ้าจะรับไม่ไหวเสียมากกว่า!”
………………………………….