กัวซิ่นหนิงเป็นห่วงพวกเฟิ่งจิ่ว เขาจึงเดินมาหยุดข้างกายทั้งสาม บอกว่า “เป็นหมาป่าอสูร พวกเจ้าต้องระวังหน่อย พยายามยืนอยู่ตรงกลาง อย่าออกจากวงคุ้มกันของพวกข้า” เอ่ยจบ เข ขามองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง
“ได้ พวกข้าเข้าใจแล้ว” เซี่ยอวี้ถังรับคำ เห็นเขามองเฟิ่งจิ่ว จึงอดหันไปมองตามไม่ได้ ลอบคิดในใจว่า ‘ทำไมรู้สึกว่าพี่ชายกัวใส่ใจเฟิ่งจิ่วมากขนาดนั้นนะ?’
หลังจากกำชับเสร็จ กัวซิ่นหนิงก็เดินออกมา เขากลับมาอยู่ข้างชายชรากับชายวัยกลางคน ยามเห็นฝูงหมาป่าบีบเข้ามาเรื่อยๆ แม้ทุกคนจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ยังอดสูดหายใจลึกๆ ไม่ได ด้
“นะ นี่มันอย่างไรก็ต้องมีเป็นร้อยตัวแล้วกระมัง?” ลูกศิษย์ตระกูลกัวคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ อย่างไม่อาจควบคุม
“ซี้ด! นี่ไม่ใช่แค่มีเป็นร้อยตัว แต่ครึ่งหนึ่งเป็นหมาป่าอสูรระดับอสูรศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว!” ชายอีกคนสูดหายใจ รู้สึกว่าอันตรายครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก
พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มที่มีสามสิบสี่สิบกว่าคน จะสู้หมาป่าที่มีนับร้อยตัวได้อย่างไร? หนำซ้ำ ระดับพลังของหมาป่าอสูรเหล่านี้ก็ไ