อย่างไรก็ไร้คำตอบ พวกเขาจึงไม่เสียเวลาคิดอีก
“ข้าจะเอาสัตว์ร้ายตัวนี้กลับไปด้วย ให้ท่านพ่อท่านแม่และท่านปู่รู้ว่าข้าเป็นคนฆ่ามัน” เซี่ยอวี้ถังว่า ก่อนจะเก็บศพสัตว์ร้ายตัวนั้นใส่แหวนห้วงมิติ
หลังจากพักผ่อน พวกเขาดับไฟแล้วออกเดินต่อ เพราะต้นไม้ใบหญ้าในป่าค่อนข้างรก จึงไม่สะดวกต่อการใช้อาวุธบินมากนัก ข้อเท้าของเซี่ยซือซือก็ยังไม่หายดี ทำได้เพียงให้เซี่ยอวี้ถังแบ บกขึ้นหลังเดินต่อไป เพียงแต่เขาเองก็บาดเจ็บอยู่ ยิ่งต้องแบกนางเดินฝ่าดงพงไพร จึงยิ่งกินแรงกว่าเดิม
เฟิ่งจิ่วเห็นจึงถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง? ไหวหรือไม่?”
“ไหวอยู่แล้ว!” เซี่ยอวี้ถังตอบอย่างหนักแน่น แบกน้องสาวของเขาเดินไปทีละก้าวๆ เหงื่อบนหน้าผากไหลเป็นทาง หยดลงบนพุ่มหญ้า “น้องสาวของข้าข้าจะแบกเอง เจ้าอย่าคิดจะเอาเปรียบนาง งเด็ดขาด”
เฟิ่งจิ่วหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ได้ๆๆ เจ้าแบกเถอะ! ข้าจะไม่ถามอีกแล้ว” ยังจะเอาเปรียบนางอะไรอีก? เธอจะไปเอาเปรียบอะไรนางได้?
“ท่านพี่ ท่านปล่อยข้าลงเถอะ! ท่านประคอง