ข้าเดินก็พอแล้ว” เห็นพี่ชายทั้งบาดเจ็บแล้วยังต้องแบกนางขี่หลังอีก เซี่ยซือซือรู้สึกละอายใจ
“ไม่ต้อง ข้าจะแบกเจ้าเดินเอง” เซี่ยอวี้ถังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ เดินไปทีละก้าวๆ แม้เหงื่อเปียกชุ่มเสื้อผ้าไปทั้งตัวก็ยังไม่ส่งเสียงสักแอะ นั่นทำให้เฟิ่งจิ่วถึงกับต้องมอง เขาใหม่
เลยยามเที่ยงวันไปแล้ว ในป่าแม้มีต้นไม้บดบังแสงแดด แต่ก็ยังคงร้อนอบอ้าวมาก พวกเขาเองก็ไม่ได้เดินเร็วนัก ระหว่างทางที่เดินอยู่แล้วเจอสัตว์ร้าย พอเซี่ยอวี้ถังวางน้องสาวของเข ขาลงเตรียมพร้อมจะสู้รบอย่างตื่นตัวเต็มที่ กลับเห็นสัตว์ร้ายพวกนั้นจ้องมองพวกเขาครู่หนึ่ง จากนั้นก็วิ่งหนีไป
“ทำไมสัตว์ร้ายพวกนั้นแค่จ้องพวกเราเดี๋ยวเดียวก็วิ่งหนีไปแล้วเล่า?” เซี่ยซือซือถามอย่างไม่เข้าใจ
“ใครจะไปรู้เล่า!”
เฟิ่งจิ่วยักไหล่ คาบหญ้าหางหมาไว้ในปากทำท่าเหมือนไม่รู้ ครั้นหางตาเหลือบเห็นงูพิษตัวหนึ่งบนต้นไม้แยกเขี้ยวพุ่งเข้ามาจะฉกเซี่ยซือซือ เธอใช้หญ้าหางหมาที่คาบไว้ในปากขว้าง ง