พี่สะใภ้รอง?”
หลิวซื่อพยักหน้าผสมโรงด้วย “ปกติแล้วหลังจากท่านแม่ออกจากบ้าน นางจะใช้เวลาเดินเล่นอยู่ภายนอกสองสามวัน หรืออาจจะนานกว่านั้นก็ได้ เจ้าไม่ควรรีบร้อน ควรเฝ้ารอ…”
“อะไรกัน… นานปานนั้นเชียว?!” แววตาของหญิงสาวกลายเป็นแดงก่ำด้วยความกังวลใจ “หรือเป็นเพราะสวรรค์ไม่เห็นใจข้าแล้ว ฟ้าคงต้องลงโทษข้าแน่… ฮือฮือฮือ…”
นางหมอบลงกับพื้นพร้อมกับร้องไห้เสียงดัง
หลิวซื่อสะกิดให้จูปาเม่ยดูสถานการณ์ตรงหน้า
จูปาเม่ยรู้สึกทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย เวลานี้นางจึงย่อตัวลงพร้อมกล่าวปลอบโยนอีกฝ่ายด้วยความอดกลั้น “เอาละ อย่าร้องไห้เลย เวลานี้เจ้าเข้ามาร้องไห้ในลานของพวกเราเช่นนี้ หากเพื่อนบ้านซ้ายขวาได้ยินเข้า พวกเขาจะคิดได้ว่าเราทำให้เจ้าเจ็บช้ำใจ”
“หากเจ้ามีสิ่งใดจะพูดก็เพียงพูดออกมาจะดีกว่าหรือไม่?”
“ต่อให้ท่านแม่ไม่อยู่บ้าน แต่สุดท้ายพวกเราทั้งหมดก็เป็นครอบครัวเดียวกับนาง”
……
หญิงสาวร้องไห้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เสียงจะค่อย ๆ เงียบลง
นางเงยหน้าขึ้นแล้วถามว่า “ท่าน… ตัดสินใจแทนได้จริงหรือ?”
“ข้าไม่อาจทำได้ แต่ก็ยังมีท่านพ่อและพี่ชายของพวกข้าอยู่ที่นี่ด้วย บอกกล่าวกับข้ามาเถิด” จูปาเม่ยกล่าวหว่านล้อมอย่างรวดเร็ว
“สกุลของข้าคือเปี้ยน นามข้าคือเปี้ยนชิวอิ่ง…”
เวลานี้เองที่จูปาเม่ย หลิวซื่อ และคนอื่น ๆ ตระหนักได้ว่าเหตุใดหญิงสาวแปลกหน้าจึงโผล่มาที่บ้านของพวกตน นั่นก็เพราะนางคือบุตรสาวของชาวสวนที่เย่อวี๋หรานไป