นไหวด้วยตนเองทีละน้อย
จูซานอุ้มนางขึ้นมาอย่างระมัดระวังก่อนจะเอ่ยปากว่า “หากท่านเจ็บ รีบบอกกล่าวกับข้า”
“ไม่เป็นไร ข้าพอจะนั่งได้แล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล” เย่อวี๋หรานรู้สึกมั่นใจในร่างกายของตนเองพอสมควร
จูซานวางเย่อวี๋หรานลงบนเก้าอี้ตัวใหม่อย่างเบามือ
“พี่สาม ข้าจะเข็นเอง” จูชีพยายามอย่างหนักเพื่อจะยื้อแย่งเก้าอี้
“เอาละ เจ้าเข็นได้ แต่เจ้าต้องกระทำให้เบามือ ตอนนี้ท่านแม่เพิ่งนั่งครั้งแรกและยังต้องทำความคุ้นเคยกับมันด้วย” จูซานก้าวออกไปด้านข้าง
“โธ่ ข้ารู้แล้วขอรับ” จูชีตอบกลับก่อนจะเริ่มออกแรง
ทว่าการผลักคราวนี้กลับไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว
จูชีตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวพึมพำ “เหตุใดจึงไม่ขยับเลยเล่า?”
หลังกล่าวจบ เขาก็ลองออกแรงเพิ่มอีก
“พี่สาม ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะใช้งานไม่ง่ายอย่างที่คิดนะขอรับ”
หลังจากพยายามอย่างหนัก สุดท้ายจูชีก็สามารถเข็นได้เสียที เขาถึงกับถอนหายใจ
“มันไม่ใช่เพราะเก้าอี้รถเข็นใช้งานยาก แต่เพราะเจ้าอ่อนแอเกินไปต่างหาก ถอยไปก่อน ข้าจะเข็นเอง” จูซานเดินเข้ามาหา
สุดท้ายแล้วแม้เขาจะแข็งแรงกว่าบัณฑิตผู้อ่อนแออย่างจูชี แต่เขาก็ยังเข็นมันได้อย่างยากลำบากไม่น้อย
“อืม มันค่อนข้างยาก” จูซานบ่น “ถ้าเป็นซุ่ยเอ๋อ ข้าเกรงว่านางคงไม่สามารถเข็นได้แน่นอน”
“ข้าบอกแล้วว่าเก้าอี้รถเข็นนี้ไม่ได้ใช้งานง่าย” จูชีเน้นย้ำ
เย่อวี๋หรานยิ้มก่อนจะพูดขึ้นว่า “หากมันง่ายปานนั้น รถลากจะใช้ม้าทำไม