่อนพื้นทันที แต่ทว่า ในขณะที่บรรยากาศเข้าสู่ช่วงตึงเครียดที่สุดอย่างนี้ เสียงแหลมใสไร้เดียงสาพลัน นดังขึ้น ทำให้ทุกคนตะลึงงันไปพร้อมๆ กัน
“อะไรคือผู้ฝึกวิชามาร”
เฟิ่งเยี่ยกระพริบดวงตาสุกใสไร้เดียงสาถี่ๆ มองสวีเหยียนอย่างฉงนฉงาย จากนั้นก็หันไปมองผู้ฝึกวิชามารที่เป็นหั วหน้า ราวกับไม่เห็นพวกเขาเม้มปากขมวดคิ้วด้วยความตื่นตัวเพราะคำถามของตนเอง
ปากน้อยๆ ของเขายู่เข้าหากัน ดวงหน้าประณีตงดงามฉายแววไม่พอใจ “ทั้งที่พวกเขาก็เหมือนกับพวกเรา ล้วนเป็นคน เป ป็นมารเสียที่ไหนกัน” ขณะเอ่ย เขาสาวเท้าสั้นๆ เดินไปที่ผู้ฝึกวิชามารพวกนั้น
สวีเหยียนเห็นอย่างนั้นก็เอื้อมมือจะดึงเขา แต่กลับถูกเขาสะบัดออก “คุณชายน้อย อย่าไป!”
เขาตะโกนเสียงขรึม แต่เฟิ่งเยี่ยกลับหันหลังมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา “ไม่สนใจเจ้าหรอก ท่านลุงคนนี้ท่าทางน่าเกรงขา ามมาก อีกอย่างยังหน้าตาดีกว่าเจ้าด้วย”
สวีเหยียนขยับปาก ได้แต่มองดูเด็กน้อยที่ไม่รู้ประสาเดาไปหาผู้ฝึกวิชามารคนนั้นทีละก้าวๆ ขณะกำลังจะลงมือ ก กลับเห็นจ้าวหยางเดินมาหยุดข้างกายเขา “นายท่านน้อยของข้าพูดอย่างไรก็ทำตามนั้น เจ้าไม่ต้องยุ่ง”
จ้าวหยางเอ่ยด้วยสีหน้าขึงขัง สายตาสบเข้ากับสวีเหยียน ป