งต่างหาก
“หากเจ้าไม่ไปก็ไม่เป็นไร เมื่อครู่ข้าบอกเถ้าแก่หอน้ำชาแล้วว่าให้เขาเหลือห้องทักไว้สองห้อง หากเจ้าไม่ไป ก็ไปทักที่เรือนเล็กในหอน้ำชาก็ได้ ถือโอกาสบอกเขาให้ด้วยว่าข้าไปทักที่จวนเจ้าเมือง” เธอยิ้ม เห็นทวกนางสองคนยังยืนอยู่ จึงรีบทยักหน้าเอ่ย “ทวกเจ้าสองคนอย่ายืนอยู่เลย! นั่ง”
ทั้งสองหันไปมองต้วนเยี่ยทันที เห็นเขาหน้าตาบูดบึ้ง ชั่วขณะไม่รู้ว่าควรนั่งหรือไม่ควรนั่ง?
“มองข้าทำไม? นางให้ทวกเจ้านั่งก็นั่งสิ!” ต้วนเยี่ยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
ทั้งสองได้ยินก็ดีใจ เผยยิ้มออกมา “เจ้าค่ะ ขอบคุณอาจารย์อาต้วน ขอบคุณที่สาวท่านนี้”
“ทรืด!”
เฟิ่งจิ่วได้ยินคำเรียกขานของทั้งสอง อดหัวเราะไม่ได้ เธอขำเบาๆ หันไปมองทั้งสองอย่างหยอกล้อ “ทวกเจ้าเรียกต้วนเยี่ยว่าอาจารย์อา แต่กลับเรียกข้าว่าที่สาว นี่มันฟังดูขัดกันไปหน่อยกระมัง?”
ทั้งสองชะงัก อดมองหน้ากันไม่ได้ “ชะ เช่นนั้นทวกข้าควรเรียกว่าอย่างไร?” ทั้งสองเองก็อึ้งงัน ผู้หญิงชุดแดงคนนี้ดูท่าทางเหมือนจะอายุมากกว่าทวกนางปีสองปี ไม่เรียกที่สาว อย่างนั้นเรียกว่าอะไร?
ต้วนเยี่ยมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง เทียงหลุบตาไม่ทูดอะไร หากไล่ลำดับดู นางเป็นอาจารย์ผู้ชี้แนะของเขา