ยู่กับเนื้อกับตัว?”
ได้ยินอย่างนั้น น่าหลันโม่เฉินและน่าหลันจื่อเยี่ยนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน คนแรกยิ้ม หันไปมองน่าหลันจื่อเยี่ยน ส่วนน่าหลันจื่อเยี่ยนกลับมองพวกเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “ท่านพ่อ เรื่องนี้อาวุโสอย่างท่านก็อย่าเป็นกังวลไปเลย แม้หอยาสวรรค์จะไปมีเรื่องกับใคร ท่านก็ช่วยไม่ได้อยู่ดีมิใช่หรือ? สืบข่าวไปมากมายเพียงนั้น วิพากษ์วิจารณ์ไปมากมายเพียงนั้นก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง หน้าตาดูกลัดกลุ้ม หันไปมองพี่ชายแวบหนึ่ง “หากข้ามีพลังแข็งแกร่งเช่นท่านพี่ ข้าเองก็คงไม่มานั่งกลุ้มใจอยู่เช่นนี้”
ผู้นำตระกูลน่าหลันได้ยินก็ชะงักงัน “นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน? เจ้ากลุ้มใจอะไร? ข้ายังไม่ได้ว่าเจ้าเลย! พักนี้วันๆ เจ้าเอาแต่วิ่งไปที่จวนเฟิ่ง เจ้าบอกมาตามตรง เจ้าไปทำอะไรกันแน่?”
ได้ยินคำพูดของผู้เป็นพ่อ โม่เฉินหรี่ตา หันไปมองน่าหลันจื่อเยี่ยนแวบหนึ่ง “วันๆ เอาแต่วิ่งไปที่จวนเฟิ่ง? เจ้าจริงจังกับเหลิ่งซวงจริงๆ อย่างนั้นหรือ? ดูท่า เจ้าคงไม่ได้เก็บคำพูดของข้าไปคิดสินะ”
“ท่านพี่ ท่านพูดอย่างนี้ไม่ได้นะ ข้า…” น่าหลันจื่อเยี่ยนยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกขัดจังหวะ
“ปัง!”
“นี่มันเรื่องอะไร?