มา พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ข้าเคยเตือนเจ้าแล้ว แต่เจ้าไม่ฟัง นี่เป็นสิ่งที่เจ้าเลือกด้วยตนเอง ในเมื่อแพ้แล้ว ก็จงยอมรับผลเสียเถิด”
“ท่านอาจารย์…”
น้ำใสๆ ในดวงตาของไป๋ชิงเฉิงหลั่งริน ท่าทางเศร้าสลดไร้ที่พึ่ง ไม่เหลือเค้าความหยิ่งผยองเช่นตอนแรกที่เฟิ่งจิ่วเจอ
“ในเมื่อเป็นทาส เช่นนั้นก็ต้องผูกพันธนาการไว้หน่อย”
เฟิ่งจิ่วเอ่ย ขยับฝ่ามือ กลิ่นอายพลังวิญญาณกระจายอยู่ระหว่างนิ้วมือ เห็นเพียงเธอยกมือทาบลงบนหน้าผากของไป๋ชิงเฉิง ขณะประทับตราสัญลักษณ์ลงบนกายนาง ก็ดึงเอาดวงจิตของนางออกมาเก็บไว้ด้วย
ครั้นรู้สึกว่าร่างของตนเองถูกเขาประทับตราของเขาลงมา ขณะเดียวกันก็ถูกเขาดึงดวงจิตไปเก็บไว้ด้วย ไป๋ชิงเฉิงหน้าตาซีดเผือด ราวกับหมดอาลัยตายอยาก
จบกัน ชีวิตนี้นางไม่เหลืออะไรแล้ว…
เฟิ่งจิ่วเห็นนางหน้าตาหมดอาลัยตายอยากก็หยัดยิ้มมุมปาก เอ่ยว่า “ข้าให้เวลาเจ้าสามเดือน สะสางธุระของเจ้าให้เสร็จแล้วไปหาข้าที่หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที เป็นเด็กดีทำตัวดีๆ เล่า บางที วันไหนข้าอารมณ์ดีๆ อาจปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระก็ได้”
“หอยาสวรรค์ในเมืองร้อยนที?”
แวบแรกที่ได้ยินประโยคนั้น เจ้าเขาโอสถสะท้านไปทั้งใจ เขามองเฟิ่งจิ่วด้วยสายตา