ายของเธอ นึกถึงเขาเมื่อใด เธออดเผยยิ้มไม่ได้ รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่อาจปิดบัง
ฮุ่นหยวนจื่อกับจัวจวินเยวี่ยเห็นเธอยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น ต่างก็สงสัย จัวจวินเยวี่ยไม่ได้ถาม เพราะเขารู้ว่าตาเฒ่าจะต้องสงสัยและถามแน่ๆ ตามคาด ขณะที่เขาหันไปมองตาเฒ่า ก็ได้ยินเสียงของตาเฒ่าดังมา
“เจ้ายิ้มอะไรอยู่? เหตุใดจึงยิ้มแปลกเช่นนั้น?”
เฟิ่งจิ่วปล่อยดวงจิตออกไป และเห็นว่าพี่ชายของเธอกำลังนำกลุ่มทหารรับจ้างหนีไป เงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งหายไปท่ามกลางความมืด เธอจึงละสายตากลับมา ยิ้มตอบว่า “ไม่มีอะไร”
ตอบเสร็จ เธอประสานนิ้วเข้าด้วยกันและนวดมือ หมุนเอวเพื่อบริหารร่างกายเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นยิ้มด้วยความเจ้าเล่ห์ “คืนนี้ดวงจันทร์สวยจริงๆ! ในเมื่อนอนไม่หลับกัน อย่างนั้นเราก็มายืดเส้นกันหน่อยก็แล้วกัน!”
“ยืดเส้น?” ตาเฒ่าชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ถามวา “เจ้าไม่ใช่คนชอบช่วยเหลือคนอื่น นี่เกิดคึกอะไรขึ้นมา?”
“ไม่ใช่คนชอบช่วยเหลือใคร?” เฟิ่งจิ่วแค่นเสียง เอ่ยว่า “คนอื่นเขาเอาเนื้อย่างมาให้เรากิน อย่างไรพวกเราก็ควรช่วยคนอื่นเขาหน่อยหรือเปล่า?”
“เจ้าใจดีอย่างนี้เชียวหรือ? ข้าไม่เชื่อหรอก” ตาเฒ่าเอ่ย พยักหน้าไปทางทหาร