าณสิบวันก็น่าจะถึงบริเวณนั้นแล้ว แต่ต้องเป็นการเดินทางที่ราบรื่นตลอดทางนะ หากเกิดเรื่องอะไรระหว่างทางอีกก็คงพูดยาก” ฮุ่นหยวนจื่อเดินเอามือไพล่หลัง ในสมองครุ่นคิด ในระหว่างนี้จะทำอย่างไรให้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่นกราบเขาเป็นอาจารย์แต่โดยดี?
อืม เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่นต้องไม่รู้ถึงความยอดเยี่ยมของเขาแน่ๆ ขอเพียงทำให้อีกฝ่ายรู้ถึงความยอดเยี่ยมของเขา จะต้องวิ่งเข้ามาขอร้องเขาให้รับเป็นศิษย์แน่ ยามนึกถึงภาพนั้น มุมปากของเขาก็หยักยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว หว่างคิ้วเต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
แค่คิดเขาก็ตื่นเต้นแล้ว ไม่ได้ๆ เขาต้องหาโอกาสแสดงฝีมือหน่อยแล้ว ทำให้เจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่นเห็นว่าเขาแข็งแกร่งเพียงใด!
จัวจวินเยวี่ยที่เดินมาอยู่ข้างฮุ่นหยวนจื่อเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่รู้ว่ากำลังคิดเรื่องดีๆ อะไรอยู่ มุมปากของเขายกขึ้นจนจะถึงหูแล้ว กระทั่งหางคิ้วก็เชิดขึ้นจนเขาที่มองดูอยู่อดสงสัยไม่ได้
ตาเฒ่านี่เมื่อครู่ยังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ก็อารมณ์ดีขึ้นมาแล้ว?
เขามองชายชราแวบหนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างหลังแวบหนึ่ง พลางคิด ที่ตาเฒ่าอารมณ์เบิกบานเช่นนี้ต้องหนีไม่พ้นเรื่องของเด็กหนุ่มแน่นอน
พวกเขาเดินทางไปเรื่อยๆ กระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืด พวกเขาจึงได้หาที่พักในป่า
“คืนนี้พักที่นี่ก็แล้วกัน! พวกเจ้าไปเก็บกิ่งไม้แห้งกลับมาจุดกองไฟสองกอง ให้ทุกคนได้พักผ่อนหน่อย จำไว้