จิ่วอยู่ ไม่อย่างนั้นพวกข้าคงยากจะรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้” ฝานอี้ซิวเอ่ย มองชายชราตรงหน้า ถามว่า “ท่านบุพพาจารย์ ท่านมาหาศิลาเพลิงหรือขอรับ? เช่นนั้นเชิญท่านมาร่วมเดินทางกับพวกเราด้วยได้หรือไม่ขอรับ?”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ เขาก้มหน้าด้วยความละอาย “ศิษย์เพิ่งรู้ตัวเมื่อมาถึงที่นี่ว่าพลังของศิษย์แค่จะปกป้องตนเองยังยาก ยามนี้ยังมีเหล่าศิษย์น้องติดตามมาด้วย หากย้อนกลับไปก็ไม่อาจเอาศิลาเพลิงกลับไปให้ท่านอาจารย์ตามคำสั่งได้อีก แต่หากจะเดินหน้าต่ออีกก็กลัวว่าพวกศิษย์อาจต้องตายอยู่ที่นี่ ฉะนั้น ฉะนั้น…”
ฮุ่นหยวนจื่อลูบหนวด กลับไม่ได้ตกปากรับคำ เพียงมองชายหนุ่มที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ ถามว่า “จวินเยวี่ย เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”
“ตามใจ” เขาเอ่ยสั้นๆ ไม่พูดอะไรว่า
ฮุ่นหยวนจื่อครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้! อย่างไรพวกข้าก็มีกันเพียงสองคน โดยเฉพาะเจ้าหนูนี่ไม่ต่างจากท่อนไม้ พูดให้มากหน่อยก็ไม่เป็น อยู่กับเขาแล้วอึดอัดนัก”
ได้ยินอย่างนั้น ฝานอี้ซิวรีบกล่าวขอบคุณด้วยความลิงโลด “ขอบพระคุณท่านบุพพาจารย์ ขอบคุณท่าน…” จู่ๆ เขาก็นึกได้ว่าท่านบุพพาจารย์เหมือนจะยังไม่ได้แนะนำว่าคนผู้นี้เป็นใคร
“เขาแซ่จัว ชื่อจว