วนจื่อมือหนึ่งยกขึ้นลูบหนวด ช้อนตามองเขาแวบหนึ่ง เห็นเขาสวมชุดคลุมของสำนักดาราจักรไว้ข้างใน ข้างนอกสวมทับด้วยเสื้อเกราะกันอาวุธ จึงรับป้ายประจำตัวเขาไปแล้วใช้ดวงจิตสำรวจ จากนั้นก็สบตากับคนตรงหน้า ก่อนถามว่า “ที่แท้ก็เป็นศิษย์จากยอดเขาไพรหยก”
“ขอรับ ศิษย์มาจากยอดเขาไพรหยก” ฝานอี้ซิวรีบรับคำ
“ในเมื่อเป็นศิษย์จากยอดเขาไพรหยก ใยวิ่งมาอยู่ที่นี่ได้?” ฮุ่นหยวนจื่อชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยหยัน “ระดับวรยุทธ์แค่นี้ยังกล้าเข้ามาในป่าภูเขาไฟอีก? ไม่อยากอยู่แล้วหรือ?”
ฝานอี้ซิวก้มหน้า ตอบด้วยความนอบน้อม “ศิษย์และเหล่าศิษย์น้องได้รับคำสั่งจากท่านอาจารย์ให้เข้ามาตามหาศิลาเพลิงในป่าภูเขาไฟแห่งนี้ขอรับ”
ได้ยินอย่างนั้น ฮุ่นหยวนจื่อขมวดคิ้ว “อาจารย์ของพวกเจ้าสั่งให้พวกเจ้าเข้ามาหาศิลาเพลิงในป่าภูเขาไฟ? นอกจากเจ้า ยังมีศิษย์จากสำนักดาราจักรอีกกี่คน? เหตุใดเห็นเจ้าแค่คนเดียว?”
“เรียนท่านบุพพาจารย์ นอกจากศิษย์ ยังมีศิษย์น้องสองคนและศิษย์น้องหญิงอีกสามคน ท่านอาจารย์เองก็รู้ว่าพลังของพวกข้ามีขีดจำกัด ฉะนั้นก่อนออกเดินทางจึงได้มอบอาวุธป้องกันตัวให้คนละชิ้น ก็คือเสื้อเกราะกันไฟที่สวมใส่ไว้นี้ ส่วนเห