ุร้ายสองนั้นกลับกลัวหัวหดเมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์เทวะขั้นสูงและสัตว์เทวะโบราณ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงคำราม
“พลั่ก!”
ชายคนหนึ่งในนั้นพลันถูกเหล่าไป๋ใช้หางสะบัดใส่จนกระเด็นลอยออกไป
“พรวด!”
เลือดสีแดงสดกระอักออกจากปาก ร่างของชายคนนั้นเกลือกกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ เขาคิดจะลุกขึ้น ทว่าเปลวไฟขุมหนึ่งถูกพ่นเข้ามา เขาจึงต้องรีบกลิ้งตัวหนีด้วยความตกใจ ใครจะรู้ กลับถูกสัตว์เทวะขั้นสูงอีกตั้งที่ไม่รู้มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใดเหยียบเต็มเท้า
“อึก!”
ชายคนนั้นร้องคราง ร่างกายขดงอและกระตุกสั่น รู้สึกราวกับอวัยวะภายในถูกสัตว์เทวะขั้นสูงตัวนั้นเหยียบจนเละ
ในอีกด้าน กลิ่นคาวเลือดสายหนึ่งกระจายไปทั่วพายุหมุน ทั้งสองไม่หยุด โรมรันพันตีไปรอบๆ พายุหมุน ไม่รู้ว่าใครได้รับบาดเจ็บ กระทั่งเสียงร้องครวญดังขึ้น หนึ่งในนั้นถูกถีบกระเด็นออกจากกลางพายุหมุน
“พลั่ก!”
“พรวด!”
ยามร่างกายกระแทกกับพื้นอย่างแรง เลือดสีแดงสดก็พุ่งออกจากปาก คนที่ตกลงมากระแทกพื้น ไม่ใช่เฟิ่งจิ่ว แต่เป็นชายชุดคลุมสีดำคนนั้น
หน้ากากของเขาส่งเสียงกร๊อบแกร๊บราวกับใกล้จะแตก ร่างกายก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย โดยเฉพาะการโจมตีครั้งสุดท้าย ที่กระทบถึงอวัยวะภายใน ทำให้เขาลำบากแม้กระทั่งหายใจ
พายุหมุนค่อยๆ สงบลง เงาร่างของเฟิ่งจิ่วปรากฏชัดเจนทีละน้อย ขณะที่เธอตั้งใจจะโจมตีอีกครั้ง นึกไม่ถึงว่าชายชุดคลุมสีดำกลับลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อ และพูดทิ้งท้ายไว้ว่า
“เฟิ่ง