ดแล้ว เขาจึงเรียกองครักษ์ลับประจำตัวออกมา
“นายท่าน” ชายชุดดำคนหนึ่งปรากฏตัวข้างกายเขา
ซ่งหมิงเหลือบมองคนคนนั้นแวบหนึ่ง ถามว่า “พักนี้มีข่าวอะไรบ้าง?”
ด้วยเหตุนี้ องครักษ์ลับจึงยื่นจดหมายปึกหนาให้เขา “เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่นายท่านสั่งให้เก็บรวบรวมขอรับ”
ซ่งหมิงรับไปอ่านดู คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย กระทั่งอ่านจดหมายทั้งหมดจบ จึงเก็บจดหมายแล้วเอ่ยว่า “มีข่าวของเฟิ่งจิ่วเมื่อใดให้รายงานข้าทันที”
“ขอรับ” องครักษ์ลับรับคำ ก่อนจะถอยหลังหายตัวไปจากตรงนั้น
ซ่งหมิงยืนเอามือไพล่หลัง แหงนหน้ามองท้องฟ้า พึมพำเสียงเบา “นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นมากมายขนาดนี้ แต่หากเป็นนาง ก็ถือว่าเป็นการฝึกฝนครั้งหนึ่งก็แล้วกัน! กลับนึกไม่ถึง พวกต้วนเยี่ยเองก็ทะลวงขั้นเข้าสู่ระดับกำเนิดวิญญาณแล้ว”
ครั้นนึกมาถึงตรงนี้ กลีบปากของเขาหยักยก ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม ในจดหมายยังพูดถึงเรื่องของเฟิ่งซิงเล็กน้อยด้วย จากที่รู้จักเฟิ่งจิ่วจนถึงขั้นคบค้าสมาคมกับนาง พวกเขาย่อมรู้ว่าเฟิ่งซิงที่กล่าวถึงนี้หมายถึงผู้ใด
แต่ที่นึกไม่ถึงก็คือ สำนักตะวันฉายเหมือนจะนึกว่าหญิงสาวนางหนึ่งในสำนักเป็นเฟิ่งซิง แต่ก็ช่างเถิด เมื่อเป็นอย่างนี้อำนาจมืดบางกลุ่มจะได้ไม่มุ่งเป้าไปที่เฟิ่งจิ่ว เทียบกันแล้วนางจะได้ปลอดภัยขึ้นหน่อย
เพียงแต่ไม่รู้ว่าผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ตอนนี้นางจะอยู่ที่ใด?
พอนึกถึงหญิงสาวที่ทำให้รู้สึกตกตะลึงและเลื่อมใสจากใจ รอยย