เขาได้” หยางหยางอธิบาย พลางนึกถึงคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในใจเขา เฟิ่งจิ่ว
ในสายตาเขา ไม่มีใครเก่งกว่านางแล้ว
“เสี่ยวจิ่วจิ่วที่ข้าต้องเรียกนางว่าหลานสาวน่ะหรือ?” เสี่ยวเฟิ่งเยี่ยถูกเบี่ยงเบนความสนใจ สำหรับหลานสาวที่เขาไม่รู้จัก ซึ่งอายุมากกว่าเขาแต่มีศักดิ์ต่ำกว่าเขา เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้ในเรื่องของนางนัก แต่เขากลับไม่รู้ว่าหน้าตานางเป็นอย่างไร
“อืม พี่สาวเฟิ่งเก่งมาก” หยางหยางพยักหน้า พูดถึงเฟิ่งจิ่ว สีหน้าเขาก็ไม่เหมือนเดิม ดวงตาเปล่งประกายจนไม่อาจปกปิดความเลื่อมใสนับถือที่มีต่อนางได้
“หยางหยาง เจ้าเล่าเรื่องเสี่ยวจิ่วจิ่วให้ข้าฟังหน่อยเถิด! ข้าอยากรู้” เขาดึงแขนเสื้อของหยางหยาง เสียงเล็กแหลมแฝงไว้ด้วยความอยากรู้
“ฝึกกระบี่ก่อน ฝึกแล้วค่อยเล่าให้ท่านฟัง” หยางหยางตอบ ก่อนจะถอยหลังตั้งท่าฝึกฝน
เมื่อเห็นอย่างนั้น เสี่ยวเฟิ่งเยี่ยจึงทำได้เพียงรับคำ หยิบกระบี่ไม้ขึ้นมาฝึกอีกครั้ง แอบตั้งมั่นกับตนเองในใจเงียบๆ ว่าจะตั้งใจฝึกวรยุทธ์ จะได้ลงเขาไปหาท่านพ่อกับท่านแม่เร็วๆ
ขณะเดียวกัน บนยอดเขาอีกลูกในสำนักเซียนเมฆา ต้วนเยี่ยที่เพิ่งออกจากการเก็บตัวเดินออกมาจากถ้ำ เด็กหนุ่มชุดดำคนหนึ่งรีบโฉบกายมาปรากฏตัวตรงหน้า
“นายท่าน นี่เป็นข่าวที่ถูกส่งมาจากทางนั้นขอรับ”
ต้วนเยี่ยรับไปดูครู่หนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงแววตกตะลึง “พักนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”