ทำเอาหญิงสาวนางนั้นหัวเราะคิกคักไม่ขาดสาย
เมื่อมาถึงข้างนอก ชายชุดดำสองคนผลักเฟิ่งจิ่วเข้าไปที่ลานกว้างแห่งนั้น จากนั้นก็หมุนตัวกลับไปรายงาน
ทว่าพอหลังจากสองคนนั้นเดินออกไป เฟิ่งจิ่วอาศัยตอนที่แสร้งไอ คายยาเม็ดนั้นที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้นออกมา ก่อนจะพลิกข้อมือเก็บไว้ แม้ไม่ได้กินลงไปแต่ก็รู้ว่ามันเป็นพิษร้ายแรงที่เอาไว้ใช้ควบคุมคนพวกนี้ ร่างกายของเธอแม้สารพัดพิษไม่อาจกล้ำกลาย แต่ของอย่างนี้ไม่กินก็ดีกว่า หนำซ้ำเธอยังอยากเอามันไปศึกษาดูว่าเป็นพิษชนิดใด?
เธอสาวเท้าเดินไปบนสนาม เพราะฟ้ายังไม่สว่าง แสงสว่างมีไม่มากนัก กอปรกับใบหน้าของคนพวกนั้นไม่เปื้อนดินโคลนก็เปื้อนคราบเลือด รูปร่างหน้าตาของคนพวกนั้นมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ทว่าสิ่งที่มั่นใจได้ก็คือคนพวกนี้ล้วนเป็นคนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วย แต่ละคนเหมือนสัตว์ป่า ดวงตาแสดงถึงความกระหายเลือด ราวกับขอเพียงเธอเข้าใกล้เพียงก้าวเดียว พวกเขาก็จะกระโจนเข้ามาฉีกร่างเธอเป็นชิ้นๆ ทันที
พอหามุมที่ไม่มีคนได้ เธอนั่งขดตัวกอดขาอยู่ตรงนั้น พลางมองพิจารณารอบๆ ตัว รวมถึงคนพวกนั้นด้วย ดูสถานการณ์ และดูคนพวกนั้น อยู่ๆ เธอก็เริ่มนึกได้ว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่แบบใด
เพียงแต่ในสนามนี้ นอกจากคนพวกนั้นที่เป็นผู้ฝึกวิชามาร ส่วนมากล้วนเหมือนเธอที่ไม่ได้ฝึกวิชามาร อีกอย่าง เมื่อครู่ที่เธอเหลือบเห็นอักษรที่สลักบนป้ายห้อยเอว มันสลักไว้ว่าวิหารราตรีอย่างชัดเจน
วิหารราตรีคือกลุ่มอำ