่ลู่จะตอบแทนอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน” นายท่านลู่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ในใจลอบตึงเกร็งเล็กน้อย
เด็กหนุ่มตรงหน้ารู้วิชาแพทย์ บางทีอาจดูอาการป่วยของเขาออกตั้งแต่แรกแล้ว แต่ไม่ได้พูดออกมา กลับบอกว่าพวกเขาว่ารู้วิชาแพทย์เพียงเล็กน้อย และรักษาเป็นแค่สัตว์วิญญาณเป็นส่วนใหญ่
หากมิใช่ว่าอาการของเขากำเริบกลางดึก กอปรกับบังเอิญว่าเขาอยู่ที่นี่ เกรงว่าพวกเขาคงพลาดโอกาสช่วยชีวิตครั้งนี้ไปแล้ว
เฟิ่งจิ่วได้ยินอย่างนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ “ท่านลุงลู่ ท่านไม่กลัวข้าจะรักษาท่านจนเสียสุขภาพหรือ?”
เห็นเขาไม่ปฏิเสธตรงๆ แต่พูดหยอกล้อเช่นนี้ นายท่านลู่ดีใจ รีบตอบ “ข้าเชื่อสหายน้อยเฟิ่ง”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ บอกว่า “ถึงในเมืองแล้วค่อยว่ากันก็แล้วกัน!” เดิมทีเธอก็ตั้งใจไว้ว่าหากถึงในเมืองแล้วจะดูอาการให้เขา นึกไม่ถึงว่าอาการของเขากลับกำเริบกลางดึก อีกอย่างดูท่าทางอาการแย่มากด้วย
“ได้” นายท่านลู่ยิ้มรับ หัวใจที่หนักอึ้งในที่สุดก็วางลงได้แล้ว วันนี้อดไม่ได้ที่จะหวังให้ฟ้ารีบสว่างเร็วๆ พวกเขาจะได้รีบเดินทางเข้าเมือง
เนื่องด้วยจิตใจร้อนรน ด้วยเหตุนี้ พอฟ้าเริ่มสาง พวกเขาก็ออกเดินทางลงจากเขาทันที ประมาณช่วงเที่ยงก็ถึงเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดแห่งหนึ่ง พอหอสุราที่ระดับไม่เลวแห่งหนึ่ง แล้วทุกคนก็เข้าไปพักข้างใน
“ข้าเคยบอกว่าจะเลี้ยงมื้อใหญ่ทุกท่าน มื้อนี้คิดเงินกับข้า อยากกินอะไรไม่ต้องเกรงใจ” เฟิ่งจิ่วบอกพวกของนายท่านลู่