ปรดถาม” เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าป่วยเป็นอะไร?” นายท่านลู่ถามอย่างตรงไปตรงมา สายตาเฉียบแหลมจับจ้องที่ใบหน้าของเฟิ่งจิ่ว คล้ายกำลังจับตาดูสีหน้าของเด็กหนุ่ม ด้วยอยากรู้ว่าอีกฝ่ายรู้หรือไม่ว่าตนเองป่วยเป็นโรคอะไร?
“อืม คิดว่าน่าจะรู้!” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า กลับไม่ได้คิดจะปิดบัง แต่มองเขา พลางสาธยายว่า “ยามอาการกำเริบ ท่านน่าจะปวดบิดที่หัวใจ ลมหายใจติดขัดมีเหงื่อออก เวลาปกติก็มักจะแน่นหน้าอกเป็นบางครั้งกระมัง!”
นายท่านลู่กับผู้อาวุโสลู่ได้ยินแล้วก็ตกตะลึง เขาเห็นแค่นี้ก็รู้แล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้น วิชาแพทย์ของเขา…
“สหายน้อยเฟิ่ง จะ เจ้ามีวิธีรักษาใช่หรือไม่? เจ้ามีวิธีรักษานายท่านของข้าใช่หรือไม่?” ผู้อาวุโสลู่ถามเสียงสั่น
ลู่จี้หมิงที่อยู่ข้างๆ ได้ยิน นึกถึงตอนที่พ่อของเขาสิ้นลมเมื่อครู่ก็ได้เฟิ่งจิ่วช่วยไว้ ยามนี้รู้ว่าเขาอาจมีวิธีรักษา จึงไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบคุกเข่าต่อหน้าเขา
“สหายน้อยเฟิ่ง ได้โปรดช่วยท่านพ่อของข้าด้วย ข้าขอร้อง! ขอเพียงเจ้ารักษาท่านพ่อข้าได้ บุญคุณของเจ้า ตระกูลลู่เราจะไม่มีวันลืมแน่นอน!”
“ปัดโธ่ๆๆ นี่ทำอะไรกันน่ะ! อย่าคุกเข่าต่อหน้าข้าส่งเดชสิ” เธอรีบกระเด้งตัวขึ้น กระโดดไปด้านหนึ่งแล้วถลึงตาใส่พวกเขา “มีอะไรก็คุยกันดีๆ อย่าเอะอะก็เอาแต่คุกเข่า ข้าไม่ชอบแบบนี้หรอกนะ”
“สหายน้อยเฟิ่ง ครั้งนี้ที่ข้าออกเดินทางมาก็เพื่อตามหาหมอรักษาโรค หากเจ้ารักษาให้หายได้ ผู้แซ