สื้อตรงหน้าอกแน่น หน้าตาทรมาน ราวกับเจ็บปวดจนหายใจไม่ออก ร่างกายเกร็งไปทั้งตัว แทบสิ้นสติ
เห็นอย่างนั้น เฟิ่งจิ่วรีบตะโกนสั่งพวกเขา “รีบจับเขานอนราบเร็ว!”
ผู้อาวุโสลู่เห็นว่าเป็นเฟิ่งจิ่ว ก็รีบจับตัวคนนอนราบ ชายชราหัวหงอกขาว ยามนี้ได้แต่ลนลานทำอะไรไม่ถูก “สหายน้อยเฟิ่ง ทำอย่างไรดี? ทำอย่างไรกันดี? ครั้งนี้อาการของนายท่านกำเริบหนักกว่าที่ผ่านมา นี่จะทำอย่างไรดี?”
“ทะ ท่านพ่อ!”
ลู่จี้หมิงตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองบิดาที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงราวกับไม่หายใจแล้ว เขาเอื้อมมือไปตรวจลมหายใจ ก่อนจะเสียหลักล้มนั่งลงไป แล้วพึมพำอย่างคนสติหลุด “ทะ ท่านพ่อไม่มีลมหายใจแล้ว…”
“อะไรนะ!”
ผู้อาวุโสลู่ตกใจ รีบเข้าไปตรวจชีพจร ก่อนจะร้อนรนขึ้นมา “เป็นไปได้อย่างไร เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร เป็นไป…”
เฟิ่งจิ่วเห็นพวกเขาต่างก็ตกตะลึงตาค้าง จึงรีบเบียดเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างกายนายท่านลู่ สองมือประสานกันวางไว้กลางอกของเขาแล้วทำการกู้ชีพ ด้านหนึ่งก็กำชับว่า “พี่ชายลู่ รีบเข้ามาเป่าปากให้ท่านพ่อของท่านเร็ว!”
“อะ อะไรนะ?”
ลู่จี้หมิงอึ้งอยู่กับที่ ไม่เข้าใจที่เฟิ่งจิ่วพูด รวมถึงไม่เข้าใจความคิดเขาด้วย คนก็ตายไปแล้ว เหตุใดยังต้องเป่าลมใส่ปากของเขาอีก? เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?
“เร็วเข้า! ท่านอยากให้พ่อของท่านตายจริงๆ หรือ? หากยังไม่ทำตามที่ข้าบอกอีก พ่อของท่านก็จะไม่รอดแล้วจริงๆ!”